Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55958)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่ง ของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดี ถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีจึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โปรดมี คำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การปฏิเสธและ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และนำเงินสดจำนวน 253,946 บาท เท่าจำนวนที่ระบุไว้ในเช็คพิพาทมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์แถลงไม่ขอรับเงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงแถลงขอวางเงิน จำนวนดังกล่าวต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระเงินเต็มจำนวน ตามเช็คพิพาท ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพัน ถือว่า คดีอาญาเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 112) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 115)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องศาลชั้นต้น สั่งจำหน่ายคดีโดยฟังว่าสิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) เพราะจำเลยได้ชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์แล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนดังนี้หาใช่กรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ จะนำ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 มาปรับแก่กรณีหาได้ไม่ จึงให้รับฎีกาโจทก์ไว้พิจารณาให้ศาลชั้นต้น ดำเนินการต่อไป

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2800/2538บริษัทลิลลี่อุตสาหกรรม จำกัดโจทก์บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกจำเลยบริษัท ลิลลี่อุตสาหกรรม จำกัด โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 39 (3), ม. 220ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่ง ของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดี ถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีจึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โปรดมี คำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การปฏิเสธและ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และนำเงินสดจำนวน 253,946 บาท เท่าจำนวนที่ระบุไว้ในเช็คพิพาทมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์แถลงไม่ขอรับเงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงแถลงขอวางเงิน จำนวนดังกล่าวต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระเงินเต็มจำนวน ตามเช็คพิพาท ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพัน ถือว่า คดีอาญาเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 112) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 115)คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องศาลชั้นต้น สั่งจำหน่ายคดีโดยฟังว่าสิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) เพราะจำเลยได้ชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์แล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนดังนี้หาใช่กรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ จะนำ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 มาปรับแก่กรณีหาได้ไม่ จึงให้รับฎีกาโจทก์ไว้พิจารณาให้ศาลชั้นต้น ดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาม ยิ้มแย้ม · จรัญ หัตถกรรม · เหล็ก ไทรวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้