Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5595/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเข้าออกจากที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะเป็นเวลาเกินกว่า10 ปีนั้น ย่อมทำให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมเฉพาะแต่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเท่านั้น มิใช่ตกเป็นภารจำยอมตลอดทั้งปี เมื่อจำเลยทั้งสามทำคันดินกั้นทางพิพาทกับนำท่อนไม้มาขวางไว้ ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องรื้อถอนคันดินกับท่อนไม้เปิดทางพิพาทห้ามเกี่ยวข้องและต้องชดใช้ค่าเสียหาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และบริวารใช้ที่ดินจำเลยทั้งสามทางด้านทิศเหนือกว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยจำเลยทั้งสามไม่เคยห้ามปราม ทางดังกล่าวจึงตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ต่อมาภายหลังจำเลยทั้งสามทำคันดินและนำท่อนไม้มาขวางทางห้ามโจทก์และบริวารผ่านที่ดินจำเลยทั้งสาม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ 1,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทกว้าง4 เมตร ยาวประมาณ 60 เมตร ทางด้านทิศเหนือที่ดินจำเลยทั้งสามเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเป็นทางภารจำยอม ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสามรื้อคันดิน ท่อนไม้ และเปิดทางภารจำยอม

ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะเปิดทางภารจำยอมให้แก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ใช้ทางเดินโดยขออาศัยผ่านเป็นฤดูกาล คือฤดูทำนาและฤดูเก็บเกี่ยวตามประเพณีท้องถิ่นครั้นปี 2536 โจทก์จึงขอเดินผ่านที่ดินจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้โจทก์ก็ไม่เคยใช้ที่ดินจำเลยทั้งสามเป็นทางเข้าออกจากที่ดินโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะ และโจทก์ไม่เสียหายขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ทางพิพาทกว้าง4 เมตร ยาว 60 เมตร ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย

จ.2 ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.)เลขที่ 522 ตำบลโนนสวาง อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานีให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนคันดินและท่อนไม้เปิดทางและไปจดทะเบียนภารจำยอมให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 1,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะเปิดทางภารจำยอมจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 522 ตำบลโนนสว่างอำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 24 ไร่ 1 งาน77 ตารางวา ทิศเหนือติดที่ดินนางอำนาจ จันทร์ทรง ทิศตะวันออกติดลำห้วยสาธารณะ ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดที่ดินจำเลยทั้งสามถัดจากที่ดินจำเลยทั้งสามไปทางทิศตะวันตกเป็นทางสาธารณะทางพิพาทกว้าง 4 เมตร ยาว 60 เมตร อยู่ในกรอบสีแดง ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งอยู่ในที่ดินจำเลยทั้งสามบริเวณด้านทิศเหนือ และเป็นทางเชื่อมระหว่างที่ดินโจทก์กับทางสาธารณะดังกล่าวมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมหรือไม่

เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามมิได้โต้เถียงข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องและนำสืบได้ว่า โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเข้าออกจากที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วถือได้ว่าจำเลยทั้งสามยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยขออนุญาตจากจำเลยทั้งสามทุกปี แม้แต่นางอำนาจพยานโจทก์ก็เบิกความยืนยันเช่นนั้นเห็นว่า เป็นข้อกล่าวอ้างนอกคำให้การเพราะจำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์ขออนุญาตใช้ทางพิพาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ยินยอมจึงไม่สามารถรับฟังดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา และโจทก์จะใช้ทางลัดบนสันเขื่อนหรือไม่อย่างไร หาใช่สาระสำคัญไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทเข้าออกจากที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว

แม้ใช้เฉพาะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวก็ตามทางพิพาทย่อมตกเป็นภารจำยอมตามฟ้อง และการที่จำเลยทั้งสามทำคันดินกั้นทางพิพาทกับนำท่อนไม้มาขวางไว้ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องรื้อถอนคันดินกับท่อนไม้ เปิดทางพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องและต้องชดใช้ค่าเสียหาย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ยกเว้นแต่การให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมตลอดทั้งปีเป็นการไม่ชอบ คงตกเป็นภารจำยอมเฉพาะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวตามข้อเท็จจริงที่ใช้ทางพิพาทเท่านั้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมเฉพาะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบัติ เดียวอิศเรศ · ไสว จันทะศรี · เสรี ชุณหถนอม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้