Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จะไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาจะจำหน่ายหนังสือ เพราะขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ต่อมาแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้นได้รับและถือเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญากับโจทก์ โดยการจัดจำหน่ายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่องต่อไป ถือว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทราบและถูกผูกพันตามข้อตกลงสัญญาดังกล่าว การที่หนังสือนวนิยาย 11 เรื่องยังคงมีวางจำหน่ายหลังจากระยะเวลาที่มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลานาน ไม่อาจใช้เป็นข้อสันนิษฐานรับฟังให้เป็นโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ และการที่ราคาหนังสือนวนิยายแตกต่างกันอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่น เช่น มีการจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายนั้นมาเป็นเวลานานโดยกรรมวิธีแบบเก่าจึงไม่สามารถจำหน่ายในราคาที่แข่งขันกับหนังสือนวนิยายฉบับที่พิพม์ใหม่ได้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า หนังสือนวนิยายของกลางเป็นงานที่ลักลอบพิมพ์ใหม่หรือทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือนวนิยายดังกล่าววางจำหน่ายย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยายของโจทก์จำนวน 6 เรื่อง ต่อมาจำเลยทั้งหกให้จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่ากระทำละเมิดลิขสิทธิ์จริง แต่ขอจำหน่ายหนังสือนวนิยายทั้ง 6 เรื่อง ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งหกให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี โดยชำระค่าตอบแทนให้โจทก์จำนวน 120,000 บาท ต่อมาโจทก์สืบทราบว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันจำหน่ายหนังสือนวนิยายที่ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์จำนวน 15 เรื่อง รวม 36 เล่ม ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดหนังสือดังกล่าวไว้เป็นของกลาง นอกจากนี้ โจทก์ยังทราบว่าจำเลยทั้งหกได้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือของโจทก์ตลอดมา อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และเป็นการกระทำผิดข้อตกลงฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2533 ซึ่งจำเลยทั้งหกทำไว้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งหกให้การว่า จำเลยทั้งหกไม่ได้มอบหมายหรือยอมรับให้จำเลยที่ 2 ไปทำบันทึกข้อตกลงตามฟ้องกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก่อนที่จะจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งหกไม่ผูกพันต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ จำเลยทั้งหกไม่ได้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือนวนิยายทั้ง 15 เรื่อง อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์บังคับข่มขู่ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือนวนิยายดังกล่าวเพิ่ม โดยโจทก์ขยายเวลาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 จำหน่ายออกไปอีก 2 ปี ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้จำหน่ายหนังสือหมดภายใน 2 ปี โดยไม่พิมพ์หนังสือดังกล่าวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนักประพันธ์ ใช้นามปากกาว่า "ทมยันตี" "โรสลาเรน" "กนกเรขา" และ "ลักษณวดี" ได้ประพันธ์นวนิยายหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องคู่กรรม สายรุ้ง ล่า ทิพย์ สายสัมพันธ์ และดาวเรือง เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2533 จำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่โจทก์ และสัญญาว่าจะจำหน่ายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่อง ดังกล่าวทั้งหมดในครอบครองให้หมดในระยะเวลา 2 ปี ต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 มีการยึดหนังสือนวนิยายอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้จำนวน 15 เรื่อง รวม 36 เล่ม จากจำเลยที่ 1 คือเรื่องคู่กรรม

สายรุ้ง ล่า ทิพย์ ดาวเรือง จิตา ฌาน แผลหัวใจ มงกุฎหนาม มายา ยอดอนงค์ พ่อม่ายทีเด็ด ไอ้คุณผี สายใจ และทางรัก ซึ่งมีนวนิยายที่ตกลงกันรวมอยู่ด้วย โจทก์เคยอนุญาตให้บุคคลอื่นรวมทั้งจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิในงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์ คดีนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างอุทธรณ์ จึงเห็นควรรวมพิจารณาไปพร้อมกัน โดยเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยายจำนวน 5 เรื่อง คือ สายสัมพันธ์ สายรุ้ง ล่า ทิพย์ และดาวเรือง ตามที่ตกลงตามสัญญาจะจำหน่ายหนังสือหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ในทำนองว่า นวนิยายดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากโจทก์ถูกต้อง

หากแต่จำเลยที่ 2 ถูกข่มขู่และขณะนั้นตรวจหาเอกสารไม่พบ จำเลยที่ 2 จึงยอมทำสัญญาให้แก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นภายหลังจากที่มีการทำสัญญาแล้ว จึงไม่เกี่ยวข้องด้วย โดยในประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความประกอบสัญญายืนยันว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่า ได้ละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยาย 6 เรื่อง ของโจทก์จริง ยอมชำระเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่โจทก์ และรับว่าจะจำหน่ายหนังสือนวนิยายดังกล่าวทั้งหมดในครอบครองให้หมดในระยะเวลา 2 ปี ขณะนั้นโจทก์อยู่กับแม่บ้านเป็นผู้หญิงอีก 1 คน จำเลยที่ 2 ทำเอกสารด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มีการข่มขู่กันแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากการตกลงเกือบ 10 ปี ยังมีการตรวจพบหนังสือนวนิยายอีก 5 เรื่อง

ดังกล่าวอีก เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ผิดข้อตกลงและละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รู้และร่วมกระทำการดังกล่าวด้วย ส่วนฝ่ายจำเลยอ้างสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในนวนิยาย 5 เรื่องและอ้างว่าขณะนั้นหาไม่พบ จึงยอมทำสัญญาจะจำหน่ายหนังสือ เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 หาเอกสารไม่พบในขณะนั้นจริงก็สามารถกล่าวอ้างและขอทำการตรวจสอบจากเอกสารที่อยู่กับโจทก์ได้ ทั้งตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่ามีการบังคับข่มขู่เช่นใด จำเลยที่ 2 คงเบิกความในทำนองว่า เกรงว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดีเท่านั้น จึงไม่น่าจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 เกรงกลัวจนยอมทำสัญญาซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ทำนองว่า

เอกสารมีการทำมาเป็นเวลานานแล้วกับมีการย้ายบ้านทำให้เอกสารสูญหายหรือเก็บไม่เป็นที่นั้น แต่จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจการพิมพ์และจำหน่ายหนังสือมาเป็นเวลานาน สมควรทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีความสำคัญเพียงใด หากยังต้องใช้ในการพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแล้วควรจะต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะหาเอกสารไม่พบจนต้องทำสัญญาให้แก่โจทก์ และต้องเสียเงินเพิ่มถึง 120,000 บาท เพียงเพราะความกลัวหรือถูกข่มขู่ว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดีตามที่อ้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาโดยยอมรับว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือนวนิยายของโจทก์และจะจำหน่ายหนังสือนวนิยายจำนวน 6 เรื่องให้หมดในระยะเวลา 2 ปี โดยสมัครใจ

ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 2 จำหน่ายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่องนี้ภายในกำหนด 2 ปี เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 รับว่าหนังสือนวนิยาย 5 เรื่องดังกล่าวยังจำหน่ายไม่หมดและยังวางจำหน่ายอยู่ภายหลังจากระยะเวลา 2 ปี ตามที่ตกลงกันแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในนวนิยาย 5 เรื่อง ของโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้จะได้จัดตั้งขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญากับโจทก์แล้วก็ตาม แต่ได้จัดตั้งขึ้นหลังจากทำสัญญาดังกล่าวเพียง 1 ปีและอยู่ในช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของนายเกษมผู้ประกอบกิจการร้านและสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร ต่อมามีการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาสาส์นและจดทะเบียนเลิกห้าง แล้วจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 แทน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 1 เช่นนี้

แม้จะไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญา เพราะขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ต่อมาแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้นได้รับและถือเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญากับโจทก์ โดยการจัดจำหน่ายหนังสือนิยาย 6 เรื่องดังกล่าวต่อไป ถือว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทราบและถูกผูกพันตามข้อตกลงในการจำหน่ายนวนิยาย 6 เรื่อง ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปีด้วย หาใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 ขายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่อง ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยดังกล่าวมีความสัมพันธ์เป็นญาติกับจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาเดียวกับจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้เริ่มจัดตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 มีการยอมรับรู้ในเรื่องที่มาของนวนิยาย โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาสาส์น จึงต้องทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในนวนิยายของโจทก์ เห็นว่า การเป็นญาติกันก็ดี

การเป็นผู้เริ่มจัดตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นก็ดี ยังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่า บุคคลดังกล่าวจะต้องรับทราบข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยทั้งหมด เพราะการดำเนินการใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมแยกต่างหากจากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ได้ นอกจากนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 รู้เห็นเกี่ยวข้องหรือร่วมละเมิดสิทธิ์ของโจทก์ในนวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวในลักษณะใด คดีจึงยังไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในนวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย

อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในนวนิยายอีก 11 เรื่อง คือเรื่องคู่กรรม จิตา ฌาน แผลหัวใจ มงกุฎหนาม มายา ยอดอนงค์ พ่อม่ายทีเด็ด ไอ้คุณผี สายใจ และทางรัก หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งหกทราบเรื่องดี เพราะราคาจำหน่ายหนังสือนวนิยายดังกล่าวแตกต่างจากราคาจำหน่ายหนังสือนวนิยายซึ่งมีลิขสิทธิ์ถูกต้องเป็นจำนวนมาก การซื้อหรือรับฝากหนังสือนวนิยายอีก 11 เรื่อง นี้มาจำหน่ายจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องและทางนำสืบพยานของโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งหกกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในนวนิยายเหล่านี้ด้วยการพิมพ์หรือทำซ้ำแต่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการวางจำหน่ายนวนิยายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า หนังสือนวนิยายของกลางนี้เป็นหนังสือนวนิยายที่ได้พิมพ์หรือทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่า นิยายเหล่านี้เคยอนุญาตให้บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์น พิมพ์และจำหน่ายได้ภายในระยะเวลาของสัญญาแต่ผ่านพ้นมาเป็นเวลานานแล้ว บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์น ซึ่งมีนายปิติเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและหุ้นส่วนผู้จัดการได้ลักลอบพิมพ์และจำหน่ายหลังจากที่สัญญาหมดอายุไปแล้ว ส่วนจำเลยทั้งหกมีนายปิติมาเบิกความในทำนองว่า บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์นจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายถูกต้องตามสัญญา แต่จำหน่ายไม่หมด

เพราะเมื่อพ้นระยะเวลาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แล้ว โจทก์อนุญาตให้สำนักพิมพ์อื่นจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายดังกล่าวด้วยซึ่งมีรูปเล่มและการตลาดดีกว่า เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของพยานโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งหกยืนยันว่าหนังสือนวนิยายของกลางเป็นหนังสือนวนิยายที่บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์นจัดพิมพ์โดยมีลิขสิทธิ์ถูกต้องแต่ยังจำหน่ายไม่หมด พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักพอรับฟังว่า บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์นลักลอบพิมพ์หนังสือนวนิยายขึ้นอีกโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และการที่หนังสือนิยายดังกล่าวยังคงมีวางจำหน่ายหลังจากระยะเวลาที่มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลานาน

ก็ไม่อาจใช้เป็นข้อสันนิษฐานรับฟังให้เป็นโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนข้อที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยทั้งหกทราบดีว่าหนังสือนวนิยายดังกล่าวเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้นก็ยังไม่อาจรับฟังแน่ชัดว่า การที่ราคาหนังสือนวนิยายแตกต่างกันมากเป็นเพราะหนังสือนวนิยายที่จำเลยที่ 1 วางจำหน่ายเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยทั้งหกมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะการที่ราคาหนังสือนวนิยายแตกต่างกันอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่น เช่น มีการจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายนั้นมาเป็นเวลานานโดยกรรมวิธีแบบเก่าจึงไม่สามารถจำหน่ายในราคาที่แข่งขันกับหนังสือนวนิยายฉบับที่พิมพ์ใหม่ได้ตามที่จำเลยทั้งหกนำสืบก็เป็นได้

พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า หนังสือนวนิยายของกลางเป็นงานที่ลักลอบพิมพ์ใหม่หรือทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือนวนิยายดังกล่าววางจำหน่ายย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ดังนั้น จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในนวนิยายอีก 11 เรื่อง ดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด

เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิในการพิมพ์และจำหน่ายหนังสือนวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวด้วย ทั้งข้อที่ว่าโจทก์สูญเสียรายได้จากการที่มีผู้ซื้อหนังสือนวนิยายที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากโจทก์ยังเป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์เท่านั้น เนื่องจากโจทก์ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนยอดจำหน่ายที่ขาดหรือลดไปเพราะเหตุนี้มาแสดงต่อศาล ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นหนังสือจำนวน 22 เล่ม และกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท นับว่าสมควรแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พรเพชร วิชิตชลชัย · พลรัตน์ ประทุมทาน · ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้