Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาฉบับพิพาทมีข้อความระบุไว้ว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไขโดยตกลงกันไว้ในข้อ 1 ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 1,235,680 บาท ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้า ให้แก่ผู้จะขายแล้วเป็นเงิน 70,000 บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก 1,165,680 บาท นั้น ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ 48,570 บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 24 เดือน และระบุไว้ในข้อ 5 อีกว่า สัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อได้ปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้ เมื่อผู้จะซื้อ ไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม เห็นได้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันยังเป็นของผู้ขายโดยไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าผู้ขายจะได้รับชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขคือได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 ส่วนที่สัญญาระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใด ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่า สัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิเอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวเป็นการรักษา ผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็น เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ข้อตกลงยินยอมกันดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลาย แปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่ เจตนารมณ์ของคู่สัญญามุ่งที่จะซื้อขายรถยนต์คันพิพาทต่อกันโดยมีข้อตกลงป้องกันการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดผิดสัญญากันขึ้นก็ต้องบังคับไปตามกฎหมายและข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้นั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๘๑- ๙๘๔๔ นครราชสีมา แก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน ๒๑๘,๕๖๕ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถยนต์หรือใช้เงินแก่โจทก์เสร็จ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาแล้วว่า เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญากับโจทก์และรับรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ในราคา ๑,๒๓๕,๖๘๐ บาท ชำระราคาในวันทำสัญญา ๗๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือตกลงให้ผ่อนชำระ ๒๔ งวด ทุกวันที่ ๕ ของเดือน งวดแรกชำระในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๓๓ โดยมีข้อตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์จะตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามสัญญาทั้งหมด หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระราคางวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที และโจทก์มีสิทธิริบเงินที่จำเลยที่ ๑ ได้ชำระไปแล้วทั้งสิ้น โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเอกสารหมาย

จ.๖ และ จ.๗ โจทก์ได้มอบหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไว้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินค่างวดไม่ตรงตามสัญญาที่กำหนดไว้ในแต่ละงวด แต่โจทก์ก็รับไว้รวม ๒๑ งวด โดยชำระงวดสุดท้ายใน วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๗ ต่อมาวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๗ โจทก์ได้ตอตามยึดรถยนต์คันดังกล่าวคืนโดยมิได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวไว้เป็นของกลางในคดีอาญาฐานลักทรัพย์ แต่ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๖ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือสัญญาเช่าซื้อ

พิเคราะห์แล้ว ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ ก็มีข้อความระบุไว้แล้วว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไข โดยตกลงกันไว้ในข้อ ๑ ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา ๑,๒๓๕,๖๘๐ บาท ในวันทำสัญญานี้ ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้จะขายแล้วเป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก ๑,๑๖๕,๖๘๐ บาท นั้น ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ ๔๘,๕๗๐ บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๒๔ เดือน และในข้อ ๕ ระบุไว้ว่า สัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ในกรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อได้ปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้

เมื่อผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม จากข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว จึงเห็นได้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันยังเป็นของผู้ขายไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าผู้ขายจะได้รับชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนี้ เห็นว่า สัญญาดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.๖ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขคือได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๙ สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกใช้และให้ คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวน

เท่านั้นเท่านี้คราว ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ อันว่าด้วยลักษณะเช่าซื้อแต่อย่างใดสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ ส่วนที่สัญญาข้อ ๙ ระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่ง งวดใด ? ฯลฯ ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิ เอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ข้อตกลงยินยอมกันดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แลหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น ค่าเสียหายมีเพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปในคราวเดียวกันโดยเห็นว่า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๙ ระบุไว้ความว่าถ้าผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใดหรือกระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือเมื่อเวลาได้ผ่านไปแล้ว ๑ เดือน จากวันที่ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าจะซื้องวดสุดท้าย?ฯลฯ? ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าว ในกรณีเช่นนี้บรรดาเงินที่ได้ชำระแก่ผู้จะขายแล้วแต่ก่อนให้ริบเป็นของผู้จะขายทั้งสิ้นและผู้จะซื้อมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จะซื้อคืนให้แก่ผู้จะขายในสภาพเรียบร้อยโดยพลันด้วยค่าใช้จ่ายของผู้จะซื้อเอง หรือหากส่งมอบทรัพย์สินคืนไม่ได้

ผู้จะซื้อต้องรับผิดชำระราคาทรัพย์สินที่จะซื้อเท่าราคาค่าจะซื้อที่ยังค้างชำระอยู่ทั้งสิ้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วัน บอกเลิกสัญญานี้ให้แก่ผู้จะขายด้วย และตามการ์ดบัญชีชำระหนี้เอกสารหมาย จ.๙ การชำระหนี้ของคู่สัญญาไม่ได้เป็นไปตามกำหนด แต่คงปฏิบัติต่อเนื่องกันมาจนถึงงวดที่ ๒๑ โจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คงปล่อยปละละเลยและถือปฏิบัติต่อกันมาเสมือนไม่ผิดสัญญา จนถึงงวดที่ ๒๒, ๒๓ และ ๒๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระค่างวดให้แก่โจทก์โดยค้างชำระคิดเป็นเงิน ๑๔๕,๗๑๐ บาท ดังนี้ จึงเห็นว่าด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๙ เพิกเฉยย่อมได้ชื่อว่าตกเป็นผู้ผิดนัด สำหรับหนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ย ในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยไปตามนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔

อนึ่ง จากพยานหลักฐานโจทก์จำเลยที่นำสืบมา ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ชำระราคาที่ค้างชำระเป็นเงิน ๑๔๕,๗๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดงวดที่ ๒๒ คือ วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๗ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามสัญญาค้ำประกันด้วย ส่วนค่าเสียหายอย่างอื่นนั้นพิเคราะห์ทางได้ทางเสียของคู่กรณีตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ แล้ว เห็นว่า เจตนารมณ์ของคู่สัญญาก็มุ่งที่จะซื้อขายรถยนต์คันพิพาทต่อกันโดยมีข้อตกลงป้องกันการผิดสัญญากันไว้ล่วงหน้า

เมื่อเกิดผิดสัญญากันขึ้นก็ต้องบังคับไปตามกฎหมายและข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้นั้น ที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายอีกเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่นำสืบแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าวหรือไม่ จึงเห็นได้ว่าโจทก์คิดค่าเสียหายจากหนี้เงินที่ค้างชำระใน อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นจำนวนเพียงพอแก่ค่าเสียหายตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว จึงให้ยกคำขอรายเดือนส่วนนี้เสีย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๙๘๔๔ นครราชสีมา แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับเงินค่างวดที่ค้างชำระอยู่เป็นเงิน ๑๔๕,๗๑๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ .

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดลจรัส รัตนโศภิต · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวิเทพ อริยสัจจากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชัยโรช กฤษณะโลม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้