คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายจุ่งชี้ แซ่อึ้งผู้วายชนม์ชำระเงินจำนวน 554,092 บาท ให้โจทก์ แต่จำเลยผิดนัดโจทก์ขอบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินจำนวน 248,620.50บาท ในบัญชีเงินฝากของนายจุ่งชี้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาหัวลำโพงผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินที่โจทก์อายัดไว้ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ทนายโจทก์ ทนายจำเลยและทนายผู้ร้องมาศาลทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้านที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยหนี้ เพราะเป็นหนี้กันจริงตามคำร้องและคำพิพากษา ส่วนทนายโจทก์แถลงว่า แม้จะเป็นหนี้ตามคำพิพากษา แต่ไม่มีมูลหนี้ต่อกันจริงและลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นอยู่อีกพอที่ผู้ร้องจะบังคับชำระหนี้เอาได้จึงขอคัดค้านตามที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยหนี้ในคดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว
มีคำสั่งอนุญาตให้นายวิชัย โพคะรัตนศิริผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนพยานโจทก์ก่อน เมื่อโจทก์สืบพยานโจทก์เสร็จแล้วผู้ร้องแถลงไม่สืบพยาน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามคำร้องและคำแถลงคัดค้านของโจทก์มีประเด็น 2 ข้อ คือ หนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีมูลหนี้ต่อกันหรือไม่ และจำเลยมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับเอาได้อีกหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นข้อหลังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรค 2 บัญญัติว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเช่นว่ามานี้ เว้นแต่ศาลเห็นว่า ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ฉะนั้น ประเด็นจึงตกหน้าที่ผู้ร้องต้องนำสืบว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับเอาได้อีกแล้วเพราะถ้าผู้ร้องนำสืบในประเด็นข้อนี้ไม่ได้ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ย เมื่อผู้ร้องไม่สืบพยาน ศาลก็ยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องได้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และประเด็นอื่นต่อไป..."
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.