Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5588/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องนอกจากโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจงใจบุกรุก แผ้วถางและขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่ดินของโจทก์แล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องอีกว่า หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบที่ดินที่จำเลยทั้งสองบุกรุกว่าเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่งการกระทำด้วยความประมาทจะเป็นความผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้การกระทำโดยประมาทเช่นนั้นเป็นความผิด แต่การกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ หรือ ป.ที่ดินหรือกฎหมายอื่นใดที่มีโทษทางอาญา ฟ้องโจทก์เช่นนี้จึงเป็นคำฟ้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์เท่านั้น ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอาญาจึงไม่อาจใช้อายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาบังคับได้ แต่ต้องใช้อายุความละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปแผ้วถาง ก่นสร้าง แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ในป่าชายเลนโดยไม่มีสิทธิเรื่อยมาเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่โจทก์ตรวจพบเรื่อยมา จึงมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่องดังที่โจทก์ได้นำสืบให้เห็นประจักษ์แล้ว ฉะนั้นตราบใดที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดการทำละเมิด เมื่อก่อนฟ้อง 1 ปี จำเลยทั้งสองยังไม่หยุดการทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ได้ ค่าเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสองย้อนหลังไป 1 ปี ตั้งแต่วันฟ้อง จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับค่าเสียหายในส่วนที่เกิน 1 ปี แล้วเท่านั้นที่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,003,734.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2539 ถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 234,889.20 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากบริเวณที่บุกรุก

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากบริเวณที่จำเลยทั้งสองบุกรุก จำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปแสดงจุดเกิดเหตุ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยบุกรุกเข้าไปในที่ดินอันเป็นป่าชายเลนของโจทก์รวมเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา และแผ้วถางและขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายรวม 1,003,734.22 บาท โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวจำเลยทั้งสองว่าเป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายว่าเมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายทั้งหมดซึ่งคิดค่าเสียหายตั้งแต่วันที่จำเลยทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี

ขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนที่ย้อนหลังจากวันฟ้องไป ไม่เกิน 1 ปี ไม่ขาดอายุความ เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ปี เท่านั้น ขาดอายุความ จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 1 ปี เป็นเงิน 250,000 บาท ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างฎีกา เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ก่อน โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และอายุความทางอาญามีกำหนดเวลา 10 ปี ซึ่งยาวกว่าอายุความทางแพ่งฐานละเมิด จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี มาบังคับ ที่ศาลล่างทั้งสองนำอายุความ 1 ปี มาบังคับแก่สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องนอกจากโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจงใจบุกรุก

แผ้วถาง และขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่ดินของโจทก์แล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องอีกว่า หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบที่ดินที่จำเลยทั้งสองบุกรุกว่าเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ซึ่งการกระทำด้วยความประมาทจะเป็นความผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้การกระทำโดยประมาทเช่นนั้นเป็นความผิด แต่การกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือประมวลกฎหมายที่ดิน หรือกฎหมายอื่นใดที่มีโทษทางอาญา ฟ้องโจทก์เช่นนี้จึงเป็นคำฟ้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์เท่านั้น ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอาญา จึงไม่อาจใช้อายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาบังคับได้ แต่ต้องใช้อายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

โจทก์จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองนำอายุความทางแพ่งฐานละเมิดซึ่งมีกำหนด 1 ปี มาบังคับใช้แก่สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ไม่เกิน 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นอันขาดอายุความด้วยหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2539 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยการจงใจบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถางป่าชายเลน 2 แห่งตามฟ้องหรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อโดยไม่ตรวจสอบที่ดินที่บุกรุกว่าเป็นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และรายงานต่อผู้รักษาการแทนอธิบดีของโจทก์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 จึงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี

นับแต่วันทำละเมิด สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ย่อมขาดอายุความโดยสิ้นเชิง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้อง โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหนึ่งปีย้อนหลังไปตั้งแต่วันฟ้องเป็นการไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่ได้ทำสืบให้ประจักษ์ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้องแต่อย่างใดนั้น ปรากฏว่า โจทก์มีนายนรินทร์เจ้าพนักงานสำนักงานป่าไม้จังหวัดภูเก็ต นายวิฑูรย์นักวิชาการป่าไม้ 7 ร้อยตำรวจเอกไพรัตน์เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองตำรวจป่าไม้ นายฉัตรชัยเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 เป็นพยานโจทก์เบิกความรับฟังได้ว่า พยานร่วมกันตรวจสอบพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 1 และพื้นที่ข้างเคียงแล้ว

พบว่ามีการบุกรุกกินเนื้อที่ของป่าชายเลน 2 จุด จุดแรกขุดเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งบางส่วน ทำทางเดิน บ้านพักชั่วคราว จุดที่ 2 บุกรุกแผ้วถาง กั้นคันดิน และถูกใช้เป็นที่เลี้ยงปลาโดยมีกระชังเลี้ยงปลา อีกทั้งจำเลยทั้งสองยังได้สร้างประตูรั้วและล็อกกุญแจทั้งติดป้ายหวงห้ามไม่ให้บุคคลอื่นใดเข้าไปในป่าชายเลนที่จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปครอบครอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวเห็นได้ว่า การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปแผ้วถาง ก่นสร้าง แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าชายเลนโดยไม่มีสิทธิเรื่อยมาเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่โจทก์ตรวจพบเรื่อยมา จึงมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่องดังที่โจทก์ได้นำสืบให้เห็นประจักษ์แล้ว

ฉะนั้นตราบใดที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดการทำละเมิด เมื่อก่อนฟ้อง 1 ปี จำเลยทั้งสองยังไม่หยุดการทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ได้ ค่าเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสองย้อนหลังไป 1 ปี ตั้งแต่วันฟ้อง จึงไม่ขาดอายุความสำหรับค่าเสียหายในส่วนที่เกิน 1 ปี แล้วเท่านั้นที่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้นเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ จันทรา · เอกชัย ชินณพงศ์ · ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้