Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55784)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ของจำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา คดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรอง และผู้พิพากษาดังกล่าว รับรองให้ฎีกาได้ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาฉบับเดิม ตกไปแล้ว เมื่อไม่ยื่นใหม่และคดีพ้นระยะเวลาฎีกา จึงไม่มีเหตุจะส่งสำนวนไปศาลฎีกา จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลยและจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้รับรองฎีกาแล้วจำเลยไม่ได้ ทำฎีกาฉบับใหม่มายื่นต่อศาลเนื่องจากคิดว่าฎีกาฉบับเดิม ยังคงใช้ได้อยู่จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิดและ มีโอกาสชนะคดี เมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้จำเลยฎีกาได้แล้ว เพื่อประโยชน์ แห่งความยุติธรรม โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ จำคุก 5 ปี ของกลางริบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การของจำเลย ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 70) จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญ อันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกาได้ ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่ง ให้จำเลยฟังแล้วมีคำสั่งว่า แม้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำสั่งรับรองให้จำเลยฎีกาข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาได้ แต่จากการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาใหม่ ซึ่งฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยฉบับดังกล่าวแล้ว ฎีกาดังกล่าวจึงตกไป เมื่อจำเลยไม่มีฎีกาใหม่และคดีของจำเลย พ้นระยะเวลาที่จะฎีกาแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะส่งสำนวน ไปสู่ศาลฎีกาเพื่อให้วินิจฉัยข้อเท็จจริงของจำเลย (อันดับ 82,83) จำเลยยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาฉบับนี้เป็นการอุทธรณ์คำสั่ง ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 ล่วงเลยกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง (อันดับ 86)คำสั่ง พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยตามอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฎีกาฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 แล้วเห็นว่า เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งตามรายงานกระบวน พิจารณา ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2538 หา ใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ที่ศาลชั้นต้นได้สั่งเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 ไม่ อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ คือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2538 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 พิเคราะห์แล้ว แม้ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 แล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องภายในกำหนดอายุฎีกา ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ผู้พิจารณาคดีดังกล่าว พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามสำเนาฎีกา ที่แนบมาท้ายคำร้อง โดยที่จำเลยมิได้ยื่นฎีกาฉบับใหม่เข้ามาอีกเชื่อว่าจำเลยเข้าใจว่าฎีกาฉบับเดิมที่ศาลชั้นต้น สั่งไม่รับฎีกาแล้วยังคงใช้ได้อยู่เพื่อประโยชน์แห่งความ เป็นธรรมย่อมอนุโลมได้ว่า จำเลยยอมถือเอาฎีกาฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยต่อไป ดังนั้นเมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ผู้พิจารณาคดี ได้พิจารณาเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา ฎีกาของจำเลยฉบับเดิม ก็ยังคงมีผลเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่ ชอบที่ศาลชั้นต้น จะตรวจฎีกาฉบับเดิมของจำเลยว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยัง ศาลฎีกาหรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 แล้วดำเนินการต่อไป

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1784/2538พนักงานอัยการจังหวัดชุมพรโจทก์นางอ้องหรือมุ่ย พรมภินันท์จำเลยนางอ้องหรือมุ่ย พรมภินันท์ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 216, ม. 221, ม. 223, ม. 224ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ของจำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา คดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรอง และผู้พิพากษาดังกล่าว รับรองให้ฎีกาได้ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาฉบับเดิม ตกไปแล้ว เมื่อไม่ยื่นใหม่และคดีพ้นระยะเวลาฎีกา จึงไม่มีเหตุจะส่งสำนวนไปศาลฎีกา จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลยและจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้รับรองฎีกาแล้วจำเลยไม่ได้ ทำฎีกาฉบับใหม่มายื่นต่อศาลเนื่องจากคิดว่าฎีกาฉบับเดิม ยังคงใช้ได้อยู่จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิดและ มีโอกาสชนะคดี เมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้จำเลยฎีกาได้แล้ว เพื่อประโยชน์

แห่งความยุติธรรม โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ จำคุก 5 ปี ของกลางริบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การของจำเลย ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 70) จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญ อันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกาได้ ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่ง ให้จำเลยฟังแล้วมีคำสั่งว่า แม้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำสั่งรับรองให้จำเลยฎีกาข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาได้ แต่จากการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาใหม่ ซึ่งฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยฉบับดังกล่าวแล้ว ฎีกาดังกล่าวจึงตกไป เมื่อจำเลยไม่มีฎีกาใหม่และคดีของจำเลย พ้นระยะเวลาที่จะฎีกาแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะส่งสำนวน ไปสู่ศาลฎีกาเพื่อให้วินิจฉัยข้อเท็จจริงของจำเลย (อันดับ 82,83) จำเลยยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาฉบับนี้เป็นการอุทธรณ์คำสั่ง

ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 ล่วงเลยกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง (อันดับ 86)คำสั่ง พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยตามอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฎีกาฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 แล้วเห็นว่า เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งตามรายงานกระบวน พิจารณา ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2538 หา ใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ที่ศาลชั้นต้นได้สั่งเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 ไม่ อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ คือภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2538 จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224

พิเคราะห์แล้ว แม้ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 แล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องภายในกำหนดอายุฎีกา ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ผู้พิจารณาคดีดังกล่าว พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามสำเนาฎีกา ที่แนบมาท้ายคำร้อง โดยที่จำเลยมิได้ยื่นฎีกาฉบับใหม่เข้ามาอีกเชื่อว่าจำเลยเข้าใจว่าฎีกาฉบับเดิมที่ศาลชั้นต้น สั่งไม่รับฎีกาแล้วยังคงใช้ได้อยู่เพื่อประโยชน์แห่งความ เป็นธรรมย่อมอนุโลมได้ว่า จำเลยยอมถือเอาฎีกาฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยต่อไป ดังนั้นเมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ผู้พิจารณาคดี ได้พิจารณาเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา ฎีกาของจำเลยฉบับเดิม ก็ยังคงมีผลเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่ ชอบที่ศาลชั้นต้น จะตรวจฎีกาฉบับเดิมของจำเลยว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยัง ศาลฎีกาหรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 แล้วดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรินทร์ นาควิเชียร · นาม ยิ้มแย้ม · จรัญ หัตถกรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้