Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55709)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่างต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริง เป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์จริงและได้วินิจฉัยว่า "เช็คมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้หรือ เป็นการให้ประกันการชำระหนี้ในมูลหนี้เดิม"โดยมิได้ วินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายต่อไปว่า "การกระทำของจำเลยที่ 2ซึ่งนำเช็คมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นการแสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 หรือไม่"ซึ่งประเด็นนี้โจทก์ไม่สามารถยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ เนื่องจาก ได้เกิดขึ้นภายหลังศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาแล้วโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน1,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง(5 กรกฎาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขอเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 1ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2ชำระเงินแก่โจทก์ 1,900 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 72) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75)คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่เท่ากับรับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้เถียงว่าจะต้องนำอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30มาใช้บังคับในกรณีหรือไม่นั่นเอง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่าเป็นกรณีโจทก์ซึ่งเป็นพ่อค้าหรือผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่าบัตรเครดิตที่จำเลยทั้งสองซื้อจากโจทก์ไปอันเป็นการฟ้องเรียกเอาค่าทรัพย์ที่ส่งมอบ จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 197/34(1)คดีโจทก์จึงขาดอายุความ การที่โจทก์กลับฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยเช็คภายหลังหนี้ขาดอายุความแล้ว เป็นการที่จำเลยทั้งสองสละประโยชน์แห่งอายุความ ไม่มีสิทธิยกอายุความต่อสู้โจทก์ได้อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ดังนี้จึงเป็นการยกข้ออ้างขึ้นใหม่ มิใช่ข้ออ้างที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 และโจทก์สามารถที่จะยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวได้ในชั้นอุทธรณ์แล้ว หาใช่เพราะ พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ตามที่โจทก์อ้างไม่ ฉะนั้นฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1215/2538นางสาวสมจิตต์ พิศาลวาปีโจทก์นายชาติชาย อัมฤทธิ์ กับพวกจำเลยนางสาวสมจิตต์ พิศาลวาปี โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 249ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่างต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริง เป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์จริงและได้วินิจฉัยว่า "เช็คมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้หรือ เป็นการให้ประกันการชำระหนี้ในมูลหนี้เดิม"โดยมิได้ วินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายต่อไปว่า "การกระทำของจำเลยที่ 2ซึ่งนำเช็คมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น เป็นการแสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 หรือไม่"ซึ่งประเด็นนี้โจทก์ไม่สามารถยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้

เนื่องจาก ได้เกิดขึ้นภายหลังศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาแล้วโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน1,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง(5 กรกฎาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขอเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 1ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2ชำระเงินแก่โจทก์ 1,900 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 72) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75)คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่เท่ากับรับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้เถียงว่าจะต้องนำอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30มาใช้บังคับในกรณีหรือไม่นั่นเอง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่าเป็นกรณีโจทก์ซึ่งเป็นพ่อค้าหรือผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกค่าบัตรเครดิตที่จำเลยทั้งสองซื้อจากโจทก์ไปอันเป็นการฟ้องเรียกเอาค่าทรัพย์ที่ส่งมอบ จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 197/34(1)คดีโจทก์จึงขาดอายุความ การที่โจทก์กลับฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยเช็คภายหลังหนี้ขาดอายุความแล้ว เป็นการที่จำเลยทั้งสองสละประโยชน์แห่งอายุความ

ไม่มีสิทธิยกอายุความต่อสู้โจทก์ได้อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ดังนี้จึงเป็นการยกข้ออ้างขึ้นใหม่ มิใช่ข้ออ้างที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 และโจทก์สามารถที่จะยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวได้ในชั้นอุทธรณ์แล้ว หาใช่เพราะ พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ตามที่โจทก์อ้างไม่ ฉะนั้นฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · สุรินทร์ นาควิเชียร · จำลอง สุขศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้