Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสัญชาติไทยก็ไม่ทำให้ขาดองค์ประกอบความผิดเพราะมิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการกระทำความผิดที่ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันกระทำความผิดและร่วมกันสนับสนุนการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) และนายเชษฐา บุตรเวส เจ้าพนักงานปกครอง 3 ซึ่งเป็นนายทะเบียนและเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชนของอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนมว่า พวกของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นชายสัญชาติลาวที่ยังหลบหนีดังกล่าวชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ จะขอทำบัตรประจำตัวประชาชน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 2 ร่วมกันให้การรับรองต่อนายพิชัยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานว่าพวกของจำเลยทั้งสองดังกล่าวชื่อนายลาวัลย์

สุทธิ อันเป็นความเท็จ ความจริงชายสัญชาติลาวพวกของจำเลยทั้งสองมิได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้นายพิชัย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นและประชาชนเสียหาย และโดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นเหตุให้นายพิชัย และนายเชษฐาหลงเชื่อว่าเป็นความจริง นายพิชัยจึงสั่งให้นายเชษฐาจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงคำขอมีบัตร บัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายพิชัย นายเชษฐา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ผู้อื่นหรือประชาชน และจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก 2 คน ได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่พวกของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 โดยแจ้งข้อความเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวว่าตนชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ จริง และเป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 โดยจำเลยทั้งสองช่วยเหลือแก่พวกของจำเลยทั้งสองที่หลบหนี โดยให้การรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามฟ้องข้างต้นว่าพวกของจำเลยทั้งสองชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ เป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วพวกของจำเลยทั้งสองตามฟ้องดังกล่าวไม่ได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ แต่เป็นผู้มีสัญชาติลาว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกจำเลยดังกล่าว ซึ่งสำเร็จสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้มีชายคนหนึ่งไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอบ้านแพง อ้างว่าชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยมีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง และจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน 5 เป็นผู้ให้ถ้อยคำรับรองต่อนายพิชัยว่า ชายคนที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเป็นนายลาวัลย์ สุทธิ ผู้มีสัญชาติไทยและลงชื่อรับรองไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 จ.4 และ จ.5 เป็นเหตุให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ชายดังกล่าว

ต่อมามีผู้ร้องเรียนต่อนายอำเภอบ้านแพงว่า จำเลยที่ 1 นำบุคคลต่างด้าวไปทำบัตรประจำตัวประชาชนแทนนายลาวัลย์ สุทธิ ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง ตามเอกสารหมาย จ.1 ผลการสอบสวนได้ความว่านายลาวัลย์ สุทธิ ถึงแก่ความตายตั้งแต่อายุประมาณ 8 ปี ส่วนชายที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติไทย ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความเท็จตามเอกสารหมาย จ.28 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายลาวัลย์ สุทธิ บุตรของนางหนา สุทธิ ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะมีการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและชายผู้ที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามเอกสารหมาย

จ.2 ไม่ใช่นายลาวัลย์บุตรของนางหนา จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังได้ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอบ้านแพงว่าชายผู้มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ ตามเอกสารหมาย จ.4, จ.5 นั้นเป็นเท็จ คงมีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองให้การรับรองตามเอกสารหมาย จ.4, จ.5 โดยรู้ว่าเป็นข้อความเท็จหรือไม่ โจทก์มีนายเชษฐา บุตรเวส เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากนายพิชัยแจ้งให้ชายที่อ้างว่าชื่อนายลาวัลย์นำหลักฐานใบรับรองของผู้ใหญ่บ้าน กำนันหรือข้าราชการมารับรองว่าเป็นผู้มีภูมิลำเนาตามที่ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน วันเดียวกันชายดังกล่าวได้พาจำเลยทั้งสองมารับรองว่าตนเป็นบุคคลสัญชาติไทย

มีภูมิลำเนาอยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านที่ยื่นพร้อมคำขอ พยานจึงได้บันทึกคำให้การรับรองของจำเลยทั้งสองไว้ ตามเอกสารหมาย จ.32 (ฉบับเดียวกับ จ.4) และ จ.33 (ฉบับเดียวกับ จ.5) และบันทึกคำรับรองของจำเลยที่ 1 ไว้ด้านหลังคำขอมีบัตรด้วยเพื่อป้องกันหลักฐานหาย แล้วดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ผู้ยื่นคำขอมีบัตรไป เห็นว่า พยานโจทก์ไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ย่อมไม่เบิกความปรักปรำให้ร้ายแก่จำเลยทั้งสอง เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความตามความจริง ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.4 (จ.32) และ จ.5 (จ.33) มีข้อความชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองรับรองว่าผู้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลคนเดียวกับนายลาวัลย์ สุทธิ มีชื่ออยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง

อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยจำเลยที่ 1 รับรองในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ส่วนจำเลยที่ 2 รับรองในฐานะรู้จักกัน โดยรับรองว่าจำเลยทั้งสองรู้จักนายลาวัลย์ดี และยังมีข้อความรับรองว่าถ้อยคำที่ให้ไว้เป็นความจริงทุกประการ แล้วลงชื่อจำเลยทั้งสอง ดังนั้น การที่ชายดังกล่าวสามารถนำพาจำเลยทั้งสองมาให้ถ้อยคำรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนบันทึกคำรับรองไว้ได้ ย่อมบ่งชี้ว่าชายผู้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้มีการเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองจนยินยอมมาให้คำรับรองดังกล่าว ข้อที่จำเลยทั้งสองอ้างว่านายพิชัยปลัดอำเภอขอร้องให้จำเลยทั้งสองรับรองว่าผู้มายื่นคำขอมีบัตรเป็นคนสัญชาติไทยชื่อนายลาวัลย์บุตรของนางหนาจริง จำเลยทั้งสองเชื่อถือนายพิชัยจึงรับรองให้นั้น เป็นเพียงคำเบิกความลอย

ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ และยังได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยที่ 2 เป็นพัฒนากรตำบลในท้องที่ตามภูมิลำเนาที่ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมต้องรู้จักบุคคลที่อยู่ภายในท้องที่ได้ดีและให้การรับรองผู้ที่ตนรู้จักเท่านั้น การที่จำเลยทั้งสองให้การรับรองโดยไม่ปรากฏว่ารู้จักกับผู้ยื่นคำขอมีบัตรมาก่อน ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การรับรองตามเอกสารหมาย จ.4, จ.5 โดยทราบดีว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ยื่นคำขอมีบัตร จึงเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และการกระทำของจำเลยทั้งสองยังเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ยื่นคำขอมีบัตรที่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยด้วย

จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นก่อนมีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 โดยเปลี่ยนองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทย" เป็น "ผู้ใด" ซึ่งต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดต่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 เดิม เป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น

เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสนับสนุนโดยการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่พวกของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 โดยแจ้งข้อความเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้การรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าพวกของจำเลยทั้งสองชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ เป็นผู้มีสัญชาติไทยอันเป็นเท็จ ความจริงพวกของจำเลยทั้งสองไม่ได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ แต่เป็นผู้มีสัญชาติลาว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลยทั้งสอง เช่นนี้จึงเป็นการฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน

พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสัญชาติไทยก็ไม่ทำให้ขาดองค์ประกอบความผิดเพราะมิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการกระทำความผิดที่ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ทาวุฒิ · จรัส พวงมณี · นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้