Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรมสามัญศึกษาโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลการฟ้องคดีของโจทก์ย่อมแสดงออกโดยการกระทำของอธิบดีซึ่งเป็นผู้แทนเมื่อเห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยเบิกไปโดยไม่มีสิทธิคืนโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องคดีได้ อ.ก.พ.กระทรวงไม่มีอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์ ฉะนั้นจะมีมติอย่างไรในเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจของโจทก์ในการฟ้องคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษตำแหน่งผู้อำนวยการกองโรงเรียนรัฐบาล กรมสามัญศึกษา ในระหว่างปี พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2516 เดิมจำเลยรับราชการจังหวัดได้ย้ายเข้ามารับราชการส่วนกลางประจำกรม จึงมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามกฎหมายจำเลยได้เช่าบ้านผู้มีชื่ออยู่ระยะหนึ่งและเบิกค่าเช่าบ้านตามสิทธิ ต่อมาจำเลยได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 118/23 ซอยมิตรบำรุง แขวงวังทองหลางเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ลงในที่ดินของจำเลยเอง จำเลยจึงเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านดังกล่าว แต่ได้มอบหมายให้นายประโยชน์ ศิลปะซึ่งเป็นญาติเป็นผู้ยื่นเรื่องราวขออนุญาตปลูกสร้างบ้าน

ขอเลขบ้าน และรับเป็นเจ้าของบ้านแทนจำเลย เพื่อจำเลยจะเบิกเงินค่าเช่าบ้านหลังนี้จากทางราชการ แล้วจำเลยพร้อมทั้งครอบครัวได้ขออนุญาตย้ายบ้านเข้ามาอยู่ในบ้านที่ปลูกใหม่นี้และขอเบิกค่าเช่าบ้านหลังนี้ต่อโจทก์ ซึ่งความจริงจำเลยไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ได้ตามกฎหมาย โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเช่าบ้านของนายประโยชน์ ศิลปะ และเสียค่าเช่าบ้านจริง จึงอนุญาตให้จำเลยเบิกเงินค่าเช่าบ้านได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2513 จนกระทั่งจำเลยของดเบิกเงินค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนมกราคม 2517 รวมจำเลยได้รับเงินค่าเช่าบ้านจากโจทก์ไปทั้งสิ้น 52,800 บาท ซึ่งจำเลยจะต้องคืนเงินจำนวนนี้ให้โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยปฏิเสธตามหนังสือของจำเลยลงวันที่17 มีนาคม 2520 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนดังกล่าวในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2520 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,590 บาท

รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นจำนวน 0,390 บาทขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยใช้เงิน 60,390 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 52,800 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า บ้านเลขที่ 118/23 ตามฟ้องเป็นของนายประโยชน์ศิลปะ ให้จำเลยเช่าเดือนละ 1,500 บาท ที่ดินที่ปลูกบ้านไม่ใช่ของจำเลยจำเลยไม่เคยมอบหมายให้นายประโยชน์ ศิลปะ ยื่นเรื่องราวขอปลูกบ้านขอเลขบ้าน รับเป็นเจ้าของบ้านแทนจำเลย จำเลยเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากโจทก์ 52,800 บาท ตามที่จำเลยมีสิทธิเบิกได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า บ้านเลขที่ 118/23 เป็นของจำเลยและภริยา

จำเลยไม่มีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากทางราชการ คดีไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยชดใช้เงิน 52,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2520 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาทแทนโจทก์ด้วยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แปดร้อยบาทแทนโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2517 มีผู้ใช้ชื่อว่า "ศูนย์ข้าราชการครูกรมวิสามัญศึกษา (เดิม)" มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามผู้ประพฤติมิชอบในวงราชการ กล่าวโทษจำเลยว่าเรียกรับเงินค่าบริการในการฝากนักเรียนเข้าโรงเรียน

บีบบังคับผู้รับเหมาก่อสร้างให้มอบทรัพย์สินและสร้างบ้านให้แก่ตนฟรี กับจำเลยเบิกค่าเช่าจากทางราชการเป็นเท็จ ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.7 ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทำการสอบสวน นายประธาน ดาบเพชรและนางสาวอรสา บุญประสาท เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินสอบสวนแล้ว มีความเห็นว่าบ้านเลขที่ 118/23 ซอยมิตรบำรุงเป็นบ้านของจำเลยและภรรยาจำเลยเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากทางราชการเป็นเท็จ ได้ทำรายงานการสอบสวนไว้ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมายจ.2 ถึง จ.6 ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการจึงส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการสอบสวนจำเลยทางวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาพร้อมทั้งเรียกเงินค่าเช่าบ้าน 52,800 บาทคืน

ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.9 กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยทางวินัยแล้วมีความเห็นว่า บ้านเลขที่ 118/23 เป็นของจำเลย นายประโยชน์ ศิลปะ รับสมอ้างเป็นเจ้าของเพื่อให้จำเลยมีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากทางราชการ จำเลยใช้สิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากทางราชการเป็นเท็จ ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.1 แต่ อ.ก.พ.กระทรวงศึกษาธิการมีความเห็นว่า บ้านที่จำเลยเช่าเป็นบ้านของนายประโยชน์ ศิลปะ จำเลยมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ จำเลยไม่มีความผิดปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีความเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน จึงมีคำสั่งให้จำเลยออกจากราชการและชดใช้เงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปคืนจำเลยนำสืบว่า

เดิมจำเลยรับราชการเป็นครูที่จังหวัดสุโขทัย แล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นศึกษาธิการอำเภอ ศึกษาธิการจังหวัด และเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2512 ถูกย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองโรงเรียนรัฐบาล กรมวิสามัญศึกษา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรมสามัญศึกษา จำเลยมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามสิทธิ โดยได้เช่าบ้านอยู่ที่แขวงบางซ่อน เขตดุสิตกรุงเทพมหานคร จำเลยเบิกเงินค่าเช่าบ้านดังกล่าวจากทางราชการอยู่นานประมาณ 1 ปี แล้วย้ายไปเช่าบ้านเลขที่ 118/23 ตามฟ้องเมื่อประมาณต้นปีพ.ศ. 2513 บ้านหลังนี้นายประโยชน์ ศิลปะ เป็นเจ้าของเป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้าง ขอเลขบ้านและซื้อวัสดุก่อสร้างเอง โดยปลูกบ้านลงในที่ดินของนายเปลื้อง ชัชวาลย์

พ่อตาของจำเลย นายประโยชน์ ศิลปะ เป็นหลานของนายเปลื้อง ชัชวาลย์ ปลูกบ้านดังกล่าวเพื่อให้บุตรหลานที่จังหวัดสุโขทัยที่มาศึกษาในกรุงเทพฯ ได้มีที่พักอาศัย นายประโยชน์ ศิลปะ เป็นผู้เสียภาษีโรงเรือน ต่อมานายเปลื้อง ชัชวาลย์ ยกที่ดินให้จำเลยเพื่อให้นำที่ดินไปจำนองธนาคารเอาเงินให้นายเปลื้อง ชัชวาลย์ ใช้ค่าปลูกสร้างบ้านให้นายประโยชน์ ศิลปะ เมื่อนายเปลื้อง ชัชวาลย์ บอกจำเลยว่าใช้เงินค่าปลูกสร้างบ้านให้นายประโยชน์ ศิลปะ หมดแล้ว จำเลยก็งดเบิกเงินค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนมกราคม 2517 เป็นต้นมา ในการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นายประธาน ดาบเพชร เกลี้ยกล่อมให้จำเลยและพยานให้การตามที่นายประธาน ดาบเพชร แนะนำเพื่อช่วยให้จำเลยพ้นข้อหาเรื่องบีบบังคับให้ผู้รับเหมาสร้างบ้านให้เปล่า แต่นายประธานดาบเพชร

กลับเอาคำให้การมากล่าวหาว่าจำเลยเบิกค่าเช่าบ้านเท็จ จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งที่ให้ออกจากราชการแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ระหว่างที่จำเลยรับราชการอยู่ในกรมโจทก์ได้เบิกค่าเช่าบ้านตามฟ้องไปจากทางราชการเป็นจำนวน 52,800 บาท ปัญหาว่าจำเลยเบิกค่าเช่าบ้านเป็นเท็จเพราะบ้านเป็นของจำเลยเองดังโจทก์ฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายประธาน ดาบเพชร กับนางสาวอรสา บุญประสาท พนักงานในคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าได้ร่วมกันสอบสวนนางกาญจนี คำบุญรัตน์ ภรรยาของจำเลยนายเปลื้อง ชัชวาลย์ พ่อตาจำเลย นายประโยชน์ ศิลปะ นายสำราญ สุดจิตต์นางเฉลย อุตสาหกิจ ทุกคนต่างให้การสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยและภรรยาเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 118/23 ตามฟ้องแล้วนำมาเบิกค่าเช่าจากทางราชการ โดยจำเลยและภรรยาร่วมกันยืมเงินจากนายสำราญ

สุดจิตต์และนางเฉลย อุตสาหกิจ มาปลูกสร้าง และการที่จำเลยเบิกเงินค่าเช่าบ้านดังกล่าวก็เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ค่าปลูกสร้าง เมื่อใช้หนี้หมดแล้วก็จะหยุดเบิกการที่นายประโยชน์ ศิลปะ เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างบ้านและขอเลขบ้านก็ทำไปโดยคำขอร้องของจำเลย นอกจากนี้จำเลยและผู้ถูกสอบสวนดังกล่าวต่างก็เบิกความยอมรับว่า เคยให้ถ้อยคำต่อนายประธาน ดาบเพชร จริง แต่อ้างว่าให้ถ้อยคำไปตามที่นายประธาน ดาบเพชร เสี้ยมสอนแนะนำเพื่อให้จำเลยพ้นผิดจากข้อกล่าวหาว่าบีบบังคับให้ผู้รับเหมาสร้างบ้านให้เปล่าศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถ้าบ้านที่จำเลยเช่าเป็นบ้านของนายประโยชน์ศิลปะ จริงแล้ว จำเลยน่าจะให้ถ้อยคำเช่นนั้น จำเลยก็ย่อมพ้นผิดจากข้อกล่าวหาว่าบีบบังคับให้ผู้รับเหมาสร้างบ้านให้เปล่า

เพราะบ้านนั้นไม่ใช่ของจำเลยไม่มีเหตุผลประการใดที่จะต้องให้ถ้อยคำว่าเป็นบ้านที่จำเลยปลูกเอง จำเลยและพยานจำเลยเป็นผู้มีการศึกษาและเป็นข้าราชการ ไม่น่าเชื่อว่าจะให้ถ้อยคำไปตามคำแนะนำของนายประธาน ดาบเพชรศาลฎีกาเห็นว่า นายประธาน ดาบเพชร และนางสาวอรสา บุญประสาทเป็นข้าราชการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลย คดีโจทก์จึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 118/23 ตามฟ้อง จำเลยไม่มีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้าน ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า

โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยฝ่าฝืนมติของ อ.ก.พ.กระทรวง จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมแสดงออกโดยการกระทำของอธิบดีซึ่งเป็นผู้แทน เมื่อโจทก์เห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยเบิกไปโดยไม่มีสิทธิคืน โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องคดีนี้ได้ส่วน อ.ก.พ. กระทรวงนั้นหามีอำนาจที่จะกระทำแทนโจทก์แต่อย่างใดไม่ฉะนั้น อ.ก.พ. กระทรวงจะมีมติในเรื่องนี้อย่างไรจึงไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจของโจทก์ในการฟ้องคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแปดร้อยบาทแทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ร.ว.ชัยวัฒน์ ชมพูนุท · นิยม ติวุตานนท์ · ศักดิ์ สนองชาติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้