Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55690)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้มี ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 120,000 บาท จึงมีจำนวน ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสี่ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งสิ้น จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งสี่ทั้งหมด จำเลยทั้งสี่เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสาม อีกทั้งฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ข้อ 1 และข้อ 2 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีถ้อยคำพยาน สนับสนุน และฎีกาข้อ 3 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกเอา มาตรา 1369 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับนั้นไม่ชอบ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ทั้งสี่ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 103) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 318 หมู่ที่ 4ตำบลคลองน้อย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวและให้โจทก์ ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เดือนละ 1,500 บาท นับแต่ วันฟ้อง (วันที่ 16 เมษายน 2535) เป็นต้นไป จนกว่าโจทก์และ บริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 318 หมู่ที่ 4ตำบลคลองน้อย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายขุน และนางสมัยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 98) จำเลยทั้งสี่จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 100)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ทั้งฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของ จำเลยต่างได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดี มีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อล้วนเป็น การโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1148/2538นายแสง กุมสิงห์โจทก์นางสาวบัวเผื่อน กุมสิงห์ กับพวกจำเลยนายสมชาย งานไพโรจน์ ทนายจำเลยทั้งสี่ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้มี ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 120,000 บาท จึงมีจำนวน ไม่เกิน 200,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งสิ้น จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งสี่ทั้งหมด จำเลยทั้งสี่เห็นว่า จำเลยทั้งสี่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสาม อีกทั้งฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ข้อ 1 และข้อ 2 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีถ้อยคำพยาน สนับสนุน และฎีกาข้อ 3 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกเอา มาตรา 1369 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับนั้นไม่ชอบ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ทั้งสี่ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 103)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 318 หมู่ที่ 4ตำบลคลองน้อย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวและให้โจทก์ ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เดือนละ 1,500 บาท นับแต่ วันฟ้อง (วันที่ 16 เมษายน 2535) เป็นต้นไป จนกว่าโจทก์และ บริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 318 หมู่ที่ 4ตำบลคลองน้อย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายขุน และนางสมัยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของ จำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 98) จำเลยทั้งสี่จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 100)คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ทั้งฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของ จำเลยต่างได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดี มีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อล้วนเป็น การโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มหินทร์ สุรดินทร์กูร · อากาศ บำรุงชีพ · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้