Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55644)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งฉบับ เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2 ที่ว่า จำเลยร่วมกันกับนายปอนหรือศักดิ์สิทธิลาวิลาศ จัดหางานให้คนหางานอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน หรือไม่ และฎีกาข้อ 3 ที่ว่า คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุม จะลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์ได้หรือไม่ ฎีกาทั้งสองข้อดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายและเป็นสาระแก่คดี โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 107) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนงาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30,82ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 3 ปีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 103) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 107)คำสั่ง จำเลยฎีกาในข้อ 2 ว่าพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่โจทก์นำสืบ แสดงว่านายปอนมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจำเลยกับนายปอนเพียงแต่อ้างการจัดหางานเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางาน โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย มีผลเท่ากับ เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา ส่วนฎีกาข้อ 3 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมมาวินิจฉัย ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้วฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฯ จำเลยกลับฎีกาว่าแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เมื่อโจทก์ มิได้บรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดฯ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ต่างไปจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งว่าโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ถูกต้องตรงไหนอย่างไร เป็นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยดังกล่าวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 958/2538พนักงานอัยการจังหวัดสกลนครโจทก์นายโฮม โคตรชาลีจำเลยนายวีระบูรณ์ ธนะสมบูรณ์กุล ทนายจำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 195, ม. 225ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งฉบับ เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2 ที่ว่า จำเลยร่วมกันกับนายปอนหรือศักดิ์สิทธิลาวิลาศ จัดหางานให้คนหางานอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน หรือไม่ และฎีกาข้อ 3 ที่ว่า คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุม จะลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์ได้หรือไม่ ฎีกาทั้งสองข้อดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายและเป็นสาระแก่คดี โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 107) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนงาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30,82ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 3 ปีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 103) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 107)คำสั่ง

จำเลยฎีกาในข้อ 2 ว่าพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่โจทก์นำสืบ แสดงว่านายปอนมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจำเลยกับนายปอนเพียงแต่อ้างการจัดหางานเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางาน โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย มีผลเท่ากับ เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา ส่วนฎีกาข้อ 3 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมมาวินิจฉัย ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์แล้วฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฯ จำเลยกลับฎีกาว่าแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เมื่อโจทก์ มิได้บรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดฯ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ต่างไปจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งว่าโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ถูกต้องตรงไหนอย่างไร เป็นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยดังกล่าวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สละ เทศรำพรรณ · บุญศรี กอบบุญ · สมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้