Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5563/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.รัษฎากร มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้... (4) เงินได้ที่เป็น (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน" เดิมบริษัทมีทุนจดทะเบียน 35,000,000 วันที่ 27 เมษายน 2549 บริษัทจดทะเบียนลดทุนเหลือ 29,000,000 บาท งบดุลของบริษัทรอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 ก่อนการคืนเงินลงทุนมีกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 14,888,824 บาท เมื่อหักเงินปันผลที่บริษัทประกาศจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น 4,900,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน 9,988,824 บาท การที่บริษัทจดทะเบียนลดทุนและจ่ายเงินลดทุนหรือเงินลงทุนคืนแก่ผู้ถือหุ้น 6,000,000 บาท จึงเป็นการจ่ายเงินลดทุนซึ่งส่วนที่จ่ายคืนนั้นไม่เกินกว่ากำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ง) ที่โจทก์ทั้งสามต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ภงด. 12-07650010-25530607-001-00030 เลขที่ ภงด. 12-07650010-25530701-001-00042 และเลขที่ ภงด. 12-07650010-25530701-001-00043 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.7/พล/0001/1/2554 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2554 เลขที่ สภ.7/พล/0003/1/2554 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2554 และเลขที่ สภ.7/พล/0002/1/2554 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2554 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์ทั้งสามและจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเดิมบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด มีทุนจดทะเบียน 35,000,000 บาท แบ่งเป็น 350,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 บริษัทประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดทุนของบริษัทจากเดิม 350,000 หุ้น เหลือ 290,000 หุ้น ส่วนมูลค่าหุ้นคงเดิม คือหุ้นละ 100 บาท วันที่ 12 ธันวาคม 2548 บริษัทประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติยืนยันให้มีการลดทุนและลดจำนวนหุ้นตามที่เคยประชุมไว้เดิม

พร้อมพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นจากกำไรสะสมในอัตราหุ้นละ 14 บาท เป็นเงิน 4,900,000 บาท และเพื่อมิให้เกิดปัญหาสภาพคล่องของบริษัท จึงมีมติให้จ่ายเงินปันผลบางส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้นบางคนก่อน 805,800 บาท ส่วนที่เหลือ 4,094,200 บาท ให้ตั้งเป็นเงินปันผลค้างจ่าย แล้วบริษัทจดทะเบียนลดทุนเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2549 ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น งบการเงินของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด สำเนาหนังสือรับรอง คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด หนังสือบริคณห์สนธิ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2548 รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2548 เดิมโจทก์ที่ 1 ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง

จำกัด 84,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงินถือหุ้น 8,400,000 บาท นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงินถือหุ้น 500,000 บาท โจทก์ที่ 3 ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 3,500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงินถือหุ้น 350,000 บาท หลังจากที่บริษัทดังกล่าวมีมติให้ลดทุน 60,000 หุ้น ได้มีการลดหุ้นของผู้ถือหุ้นในบริษัทจำนวน 7 คน โดยในส่วนของโจทก์ที่ 1 ลดจำนวนหุ้นลง 9,100 หุ้น คงเหลือ 74,900 หุ้น ได้รับเงินจากการลดทุน 910,000 บาท นางจินดา ลดจำนวนหุ้นลง 4,500 หุ้น คงเหลือ 500 หุ้น ได้รับเงินจากการลดทุน 450,000 บาท และโจทก์ที่ 3 ลดจำนวนหุ้นลง 3,000 หุ้น

คงเหลือ 500 หุ้น ได้รับเงินจากการลดทุน 300,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 ยังได้รับเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่แต่ละคนมีอยู่เดิมบางส่วน 122,213 บาท 60,435 บาท และ 40,290 บาท ตามลำดับ ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ รายการเดินบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน สำเนาเช็ค และตารางสรุปการคำนวณปันผลค้างจ่าย เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 ได้รับจากการลดทุนดังกล่าวเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ที่จะต้องนำมาคำนวณภาษี จึงมีหนังสือเชิญโจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 พบ บุคคลทั้งสามมอบอำนาจให้นายสาโรจน์ มาพบ และเห็นว่าการลดทุนของบุคคลทั้งสามเป็นการนำเงินลงทุนคืน

สรรพากรพื้นที่พิษณุโลกมีหนังสือหารือไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 7 เกี่ยวกับกรณีเงินลดทุนดังกล่าว สำนักงานสรรพากรภาค 7 หารือไปยังกรมสรรพากร และกรมสรรพากรมีหนังสือตอบข้อหารือเกี่ยวกับการลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด หลังจากเจ้าพนักงานของจำเลยได้รับหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรแล้ว ได้พิจารณางบดุลของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนการคืนเงินลงทุนพบว่า บริษัทมีกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 14,888,824.43 บาท หักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น 4,900,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน 9,988,824.43 บาท บริษัทจ่ายเงินลดทุนคืนแก่ผู้ถือหุ้น 6,000,000 บาท จึงไม่เกินกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน

เงินที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการลดทุนจึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี เจ้าพนักงานประเมินเชิญโจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 มาพบ ภายหลังบุคคลทั้งสามมอบอำนาจให้นายสาโรจน์ มาพบ แต่นายสาโรจน์ ไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงหมายเรียกโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะสามีนางจินดา และโจทก์ที่ 3 ให้ถ้อยคำประกอบการตรวจสอบ โดยได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีแล้ว คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท. 228/2552 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาค ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่และผู้อำนวยการสำนักตรวจภาษีกลาง สั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร

คำสั่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่พิษณุโลก ที่ 122/2553 เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่า โจทก์ที่ 1 มีเงินได้จากการลดทุนจากบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 910,000 บาท ถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ที่ 1 มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 181,542.60 บาท เบี้ยปรับ 181,542.60 บาท และเงินเพิ่ม 106,202.42 บาท (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553) รวม 469,287.62 บาท นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 มีเงินได้จากการลดทุนจากบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 450,000 บาท ถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) และมีเงินได้ค่าเช่า 36,000 บาท ซึ่งนางจินดา ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นสามี

โจทก์ที่ 2 มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 29,720 บาท เบี้ยปรับ 29,720 บาท และเงินเพิ่ม 17,832 บาท (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553) รวม 77,272 บาท โจทก์ที่ 3 มีเงินได้จากการลดทุนจากบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 300,000 บาท ถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ที่ 3 มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 21,800.76 บาท เบี้ยปรับ 21,800.76 บาท และเงินเพิ่ม 13,080.46 บาท (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553) รวม 56,681.98 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) พร้อมใบแนบ โจทก์ทั้งสามไม่เห็นด้วยกับการประเมินและอุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าว โดยขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ทั้งสาม

สำหรับปีภาษี 2549 และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร ตามสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า เงินลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด ไม่เกินกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน เงินลดทุนดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ทั้งสามต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีทั้งจำนวน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนของโจทก์ที่ 1 นั้น เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มิได้นำเครดิตภาษีเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี และมิได้นำมาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 ทวิ จึงให้ปรับปรุงการคำนวณภาษีใหม่ให้ถูกต้อง ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ทั้งสาม คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย สำหรับเงินเพิ่มนั้น ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้งดหรือลดได้ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์และรายงานการประชุม แต่โจทก์ทั้งสามยังไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่า คำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นอุทธรณ์โดยชัดแจ้งหรือไม่ โดยจำเลยแก้อุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายตามที่ศาลภาษีอากรกลางได้รับฟังทั้งสิ้น แต่ไม่ได้กล่าวอ้างว่าคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ถูกต้องอย่างไร นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามบรรยายไว้ส่วนหนึ่งว่า เงินลงทุนที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับคืนนั้น ไม่มีเงินกำไรสะสมหรือเงินที่กันไว้รวมอยู่ด้วย เป็นการถอนหุ้นจากทุนเรือนหุ้นโดยตรง เงินที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับ จึงไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) เพราะเป็นเพียงเงินลงทุนที่ได้รับคืนเท่านั้น ซึ่งเห็นได้แล้วว่า โจทก์ทั้งสามไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยว่า เงินได้ที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นอุทธรณ์ที่โจทก์ทั้งสามได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อแรกว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับจากการลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 910,000 บาท 450,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมิน นั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้... (4) เงินได้ที่เป็น... (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด มีทุนจดทะเบียน 35,000,000 บาท มีจำนวนหุ้น 350,000 หุ้น

มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท วันที่ 27 เมษายน 2549 บริษัทจดทะเบียนลดทุนเหลือ 29,000,000 บาท มีจำนวนหุ้นคงเหลือ 290,000 หุ้น มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ขณะที่บริษัทลดทุนจำนวนดังกล่าวได้นำเงินที่ได้จากการลดทุนจ่ายคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยงบดุลของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 ก่อนการคืนเงินลงทุนพบว่า บริษัทมีกำไรสะสมยกมา ณ วันที่ 1 มกราคม 2548 จำนวน 14,220,118.12 บาท บวกกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 668,706.31 จึงมีกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 14,888,824.43 บาท เมื่อหักเงินปันผลที่บริษัทประกาศจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น 4,900,000 บาท

คงเหลือกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน 9,988,824.43 บาท การที่บริษัทจดทะเบียนลดทุนและจ่ายเงินลดทุนหรือเงินลงทุนคืนแก่ผู้ถือหุ้น 6,000,000 บาท จึงเป็นการจ่ายเงินลดทุนซึ่งส่วนที่จ่ายคืนนั้นไม่เกินกว่ากำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการประเมินให้โจทก์ทั้งสามต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน และกำไรสะสมควรเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่มีการเสียภาษีในปีภาษีนั้น ไม่ใช่การนำกำไรสะสมที่เสียภาษีแล้วมารวมเป็นกำไรสะสม หากนำกำไรสะสมที่ได้เสียภาษีแล้วมาตั้งเป็นยอดสุทธิของกำไรสะสม

น่าจะเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากกำไรสะสมของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว และได้ตั้งกำไรที่ได้ในแต่ละปีเป็นกำไรสะสมตามบัญชีงบดุลของบริษัทซึ่งเงินที่ถอนหุ้นของโจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับกำไรสะสมและเงินที่กันไว้รวมกัน หากบริษัทได้จ่ายเงินปันผลให้แก่บุคคลทั้งสาม บุคคลทั้งสามจะต้องนำเงินที่ได้จากเงินปันผลมาคำนวณเป็นเงินได้อีกครั้งเพื่อเสียภาษีให้แก่จำเลย จึงถือได้ว่าเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน นั้น เห็นว่า เงินได้ที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับในคดีพิพาทนี้เป็นเงินลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด

เฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน หาใช่เงินปันผล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ข) ดังที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 ได้รับจากการลดทุน 910,000 บาท นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 ได้รับจากการลดทุน 450,000 บาท และโจทก์ที่ 3 ได้รับจากการลดทุน 300,000 บาท จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะสามีนางจินดาและโจทก์ที่ 3 ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2549 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสามต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีโจทก์ล่าช้า จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาเพียงว่า โจทก์ทั้งสามมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) บัญญัติไว้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เงินลดทุนของบริษัทเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การที่โจทก์ทั้งสามไม่นำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสามมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่จำเลย การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ทั้งสาม คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และศาลภาษีอากรกลางเห็นพ้องด้วย นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสามแล้ว ที่ศาลภาษีอากรวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีเหตุงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เมทินี ชโลธร · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · ประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.57/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ161/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ105/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้