Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5563/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2541 มาตรา 30 ตรี บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ แล้ว... (3) ผู้ซื้อทรัพย์สินมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามวิธีการและตามอัตราในสัญญาเดิม" เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ค. ตกลงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และโจทก์ได้รับโอนสิทธิทั้งหมดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงยอมปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ยอมรับดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราสูงสุดตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ตามสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงิน ประกอบกับตามบทบัญญัติดังกล่าวรับรองให้โจทก์มีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเดิมที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,152,289.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 3,214,147.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9552, 26434, 26435 และ 31903 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,152,289.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,214,147.56 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9552, 26434, 26435 และ 31903 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 4,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี โดยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญากู้เงิน หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาค้ำประกันหนี้สิน ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวระงับการดำเนินกิจการ และโจทก์ซื้อสินเชื่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นั้นรวมทั้งสินเชื่อของจำเลยทั้งสองด้วย ครั้นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวและตกลงทำบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องโจทก์บรรยายฟ้องว่า "...โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากการประมูลขายได้ทั้งหมด..." นั้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต้องหมายความว่า โจทก์ต้องเป็นผู้ซื้อโดยเป็นผู้ประมูลได้เองโดยตรงในทำนองเดียวกันกับประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดทั่วไป ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงความหมาย "จากการประมูลขายได้ทั้งหมด" ไว้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในปัญหาว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบนอกคำฟ้อง ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และขณะโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อสินเชื่อตามฟ้องกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วตามสำเนาหนังสือรับรองและสำเนาสัญญาซื้อขาย ซึ่งบริษัทเลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้โอนสิทธิที่จะทำสัญญาขายมาตรฐานให้โจทก์ โดยบริษัทดังกล่าวได้ทำสัญญาค้ำประกันที่ไม่อาจเพิกถอนได้ ตามประกาศ ปรส. ข้อ 4.1.5 (2) และสัญญาค้ำประกัน เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการประมูลแล้ว โจทก์จึงได้รับโอนสิทธิมาโดยชอบด้วยกฎหมายและผูกพันจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อที่ 2 ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า "โจทก์เป็นผู้ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากการประมูลขายได้ทั้งหมด" เป็นการบรรยายซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์มีสิทธิในการฟ้องคดีนี้อย่างไร ส่วนผู้ใดเป็นผู้ประมูลได้และโจทก์เข้ามาซื้อรับโอนสิทธินั้นถือเป็นรายละเอียดที่นำสืบได้ในชั้นพิจารณา โดยโจทก์ได้นำสืบในรายละเอียดดังกล่าวแล้ว และแม้ตามประกาศ ปรส. ดังกล่าวห้ามมิให้บุคคลที่ถือหุ้นในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป เป็นผู้ประมูลหรือผู้ซื้อ แต่สำเนาคำพิพากษาและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาดังกล่าวไม่ผูกพันคู่ความในคดีนี้

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ฟังได้ว่า บริษัทเลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 10 ขึ้นไปของบริษัทเลแมน บราเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือไม่ จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อที่ 3 ว่า โจทก์ซื้อสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีเพียงว่า ในวันที่โจทก์เสนอราคาซื้อในการประมูลขายสินเชื่อตามฟ้องนั้น โจทก์ยังไม่เป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่เป็นผู้ซื้อและไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น จำเลยทั้งสองมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ

แม้ฝ่ายจำเลยทั้งสองได้ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวไว้ก็ไม่ทำให้เกิดเป็นประเด็นโดยชอบในศาลชั้นต้น ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 30 ตรี บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ แล้ว... (3)

ผู้ซื้อทรัพย์สินมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามวิธีการและตามอัตราในสัญญาเดิม" เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟน์แนนซ์ จำกัด (มหาชน) ตกลงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และโจทก์ได้รับโอนสิทธิทั้งหมดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนอง ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงยอมปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ยอมรับดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราสูงสุดตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ตามสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงิน ประกอบกับตามบทบัญญัติดังกล่าวรับรองให้โจทก์มีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเดิมที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · สมควร วิเชียรวรรณ · ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.936/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1300/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1056/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้