Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5563/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์กับพวกซื้อที่ดินตามโฉนดรวม 9 แปลง ในปลายปี พ.ศ.2526นำมาขอรวมโฉนดแล้วแบ่งแยกโฉนดเป็นแปลงย่อม และโจทก์ขออนุญาตปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินดังกล่าวแล้วขายที่ดินพร้อมตึกแถวไปเป็นห้อง ๆ ในปี พ.ศ.2527 และ 2528 แสดงว่าโจทก์ขายที่ดินดังกล่าวในทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสีย.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 42 ป.รัษฎากร มาตรา 78

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นแต่เพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเท่านั้นหาใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงไม่ โจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์ และไม่มีเงินได้พึงประเมินจากการขายทรัพย์สิน โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีการค้าและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กลับประเมินและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจสอบแล้วปรากฏว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินมารวม 9 แปลง แล้วแบ่งเป็นแปลงย่อยและปรับปรุงที่ดินก่อสร้างตึกแถว

อีกทั้งโจทก์เป็นผู้รับเงินค่าขายที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าตามประเภทการค้า 11 การขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าหากำไร การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2530เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยที่ 1 ได้เรียกโจทก์มาสอบถามเกี่ยวกับภาษีการค้าและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปี พ.ศ. 2527และ 2528 แต่โจทก์ไม่มาให้ถ้อยคำ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงได้รวบรวมหลักฐานต่าง

ๆ เพื่อตรวจสอบภาษีดังกล่าวของโจทก์ ปรากฏจากหลักฐานต่าง ๆ ว่าโจทก์ได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 5-12 มอบอำนาจให้ผู้อื่นขายที่ดินและตึกแถว ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ขออนุญาตปลูกสร้าง มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมตึกแถวที่สร้าง เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าสำหรับปีดังกล่าวจากการขายที่ดินและตึกแถว กล่าวคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี พ.ศ. 2527 เป็นภาษีรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน429,976.74 บาท ปี พ.ศ. 2528 เป็นเงิน 431,328 บาท ภาษีการค้าสำหรับเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2527 รวมภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 326,623 บาท

สำหรับเดือนมกราคมถึงกันยายน2528 รวมเป็นเงิน 313,610 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวว่า โจทก์ไม่เคยมีรายได้ตามที่ได้รับแจ้งการประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินดังกล่าวชอบแล้วแต่ให้ลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 25มีปัญหาในชั้นนี้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบเพราะโจทก์มิได้มีการขายที่ดินในทางค้าหรือหากำไรหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วโจทก์มีพยานคือ ตัวโจทก์เบิกความว่าโจทก์ทำงานได้เงินเดือน เดือนละ9,000 บาท ไม่มีรายได้อื่น อาศัยอยู่บ้านนายสุวิทย์ ตีวรชีวินน้าชาย โจทก์ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับการค้าที่ดินรายพิพาท เอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินหมาย ล.1 แผ่นที่ 1-20 โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อน ส่วนหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 5-12 นายสุวิทย์นำเอามาให้ลงชื่อโดยยังไม่ได้กรอกข้อความ บอกว่าให้ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนนายสมเอก จิตรวานิชกุล เพื่อนนายสุวิทย์โดยมีนายสุวิทย์กับนายสมาน จินดาจามร คนรู้จักและเคยอยู่บ้านใกล้กันเบิกความสนับสนุน เห็นว่าข้อนำสืบของโจทก์ไม่น่าเชื่อ เพราะมีแต่เพียงพยานบุคคลซึ่งคนหนึ่งเป็นน้าชายของโจทก์และอีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนบ้านเท่านั้น

มีข้อน่าสงสัยว่าจะเบิกความช่วยเหลือกัน ทั้งข้ออ้างที่ว่า โจทก์ได้ลงชื่อในเอกสารที่ไม่ได้กรอกข้อความหลายฉบับก็เป็นการผิดวิสัย นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความรับว่านายสุวิทย์(น้าชาย) ได้เอาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของโจทก์ไปเพื่อนำไปให้นายสมเอกด้วย แสดงว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้จริงมิใช่ไม่รู้เรื่องอะไร มิฉะนั้นคงจะไม่ยอมมอบเอกสารสำคัญดังกล่าวไป สำหรับจำเลยนั้น มีนายกิตติศักดิ์ ฮานาฟี กับนางสาวดวงใจจันทนจินดา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีเบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาจากกองสืบสวนประมวลหลักฐาน กรมสรรพากร นายวิทยาสุวรรณพันธุ์ นิติกรผู้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้างตึกแถวจากกรมโยธาธิการและมีนายยงยุทธ

จำนงศิลป กับนางสาวจรัสศรีศรีมณี เบิกความเกี่ยวกับการรวบรวมเรื่องราวเสนอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และมีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ คือ หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 5-12 ซึ่งระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นขายที่ดินและตึกแถวเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 52 เป็นเรื่องที่โจทก์ขออนุญาตปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินที่ซื้อมา และเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่13-20 เป็นสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อหลายรายตามโฉนดรวม8 ฉบับ เอกสารหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้ได้รวบรวมมาตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่และล้วนแต่เป็นเอกสารราชการ จึงมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานบุคคลของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ร่วมกับพวกซื้อที่ดินตามโฉนดรวม 9 แปลง ในปลายปี

พ.ศ. 2526 นำมาขอรวมโฉนดแล้วแบ่งแยกโฉนดเป็นแปลงย่อย และโจทก์ขออนุญาตปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินดังกล่าว แล้วขายที่ดินพร้อมตึกแถวไปเป็นห้อง ๆ ในปี พ.ศ.2527 และ 2528 ซึ่งแสดงว่าโจทก์ขายที่ดินดังกล่าวในทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสีย การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รายพิพาทชอบแล้วอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิเวศน์ คำผอง · ก้าน อันนานนท์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2534

แม้โจทก์มีหลักฐานสัญญาที่ทำขึ้นเป็น 3 ฝ่าย คือ โจทก์ผู้ขายที่ดินฝ่ายหนึ่ง ผู้ซื้อฝ่ายหนึ่ง และผู้รับจ้างปลูกสร้างตึกแถวฝ่ายหนึ่ง แต่การขออนุญาตและการรับเงินค่าก่อสร้างโจทก์เป็นผู้ดำเนินการและเป็นผู้รั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2533

โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทมาทำเป็นสำนักงานตรวจสอบบัญชี โดยชำระราคาบางส่วนและกู้เงินจากธนาคารบางส่วน โดยนำที่ดินและตึกแถวพิพาทจำนองไว้แก่ธนาคารแล้วผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ธนาคาร โจทก์มิได้ประกอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2533

โจทก์ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งแล้วขายไปได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่โจทก์ซื้อมาแล้วขายไปภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีเศษ และก่อนขายที่ดินแปลงนี้ โจทก์ก็ได้ขุดหน้าดินไปถมที่ดินของคนอื่นซึ่งโจทก์รับเหมาถมที่ดินไปแล้ว เม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2530

ที่ดินที่โจทก์ขายไป เดิม สามีโจทก์กับ ป. ร่วมกันซื้อมาเพื่อจัดสรรให้แก่บุคคลทั่วไป เมื่อสามีโจทก์ตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของสามีได้เลิกการเป็นหุ้นส่วนกับ ป. โดยตกลงแบ่งที่ดินเป็นของ ป. 66 แปลง เป็…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2520 (เลขอ้างอิง 38868)

ห้างหุ้นส่วนสามัญ บ. ตั้งขึ้นเพื่อการค้าหากำไรจากที่ดินสวนหมากและได้ขายที่ดินสวนหมากของห้างฯไปเพื่อการค้าหากำไร รายได้จากการขายที่ดินดังกล่าวต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40(8) และภาษีก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้