Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5561/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัท พ. ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทเองซึ่งทำถูกต้องตามขั้นตอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 แล้วกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246(6)ที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียขอให้ศาลสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าในทะเบียนตามเดิมได้ เพราะกรณีตามมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องการถอนทะเบียนบริษัทร้างดังนั้น จึงไม่อาจสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพิกถอนการจดทะเบียนเลิกบริษัท พ. ได้

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องทั้งเจ็ดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งเจ็ดเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทพรไพโรจน์ขนส่ง จำกัด จำนวน 1,072,725 บาทเมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2526 ถึงเดือนมิถุนายน 2527กรรมการของบริษัทดังกล่าวร่วมกับผู้ชำระบัญชีจัดทำหลักฐานเท็จจนเป็นเหตุให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2527 โดยมีการแบ่งปันเงินที่เหลือจากการชำระบัญชีจำนวน 1,392,638 บาทให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้ชำระบัญชีไปแล้ว ทำให้ผู้ร้องทั้งเจ็ดไม่สามารถบังคับคดีได้ ขอให้มีคำสั่งว่า งบดุล ณ วันเลิกบริษัทการประชุมเลิกบริษัทและการชำระบัญชีเป็นโมฆะ ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพิกถอนการจดทะเบียนเลิกบริษัทและให้ถือว่าบริษัทพรไพโรจน์ขนส่ง

จำกัด ยังคงมีอยู่เพื่อผู้ร้องทั้งเจ็ดจะใช้สิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การทำงบดุล การประชุมเลิกบริษัทการชำระบัญชีและการจดทะเบียนเลิกบริษัทถูกต้องตามกฎหมายไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เพิกถอนได้แต่เพื่อเป็นการยุติธรรมในอันที่จะให้ผู้ร้องทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถบังคับคดีได้ จึงมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อบริษัทพรไพโรจน์ขนส่ง จำกัดกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อให้ผู้ร้องทั้งเจ็ดทำการบังคับคดีต่อไปคำขออื่นให้ยกผู้คัดค้านอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งเจ็ดผู้ร้องทั้งเจ็ดฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าผู้ร้องทั้งเจ็ดเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทพรไพโรจน์ขนส่งจำกัด ในมูลหนี้ละเมิด

ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแพ่งบริษัทพรไพโรจน์ขนส่ง จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่9 มกราคม 2527 ต่อมาศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน2528 ให้บริษัทดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งเจ็ดซึ่งเป็นโจทก์เป็นเงิน 952,725 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

ผู้ร้องทั้งเจ็ดอุทธรณ์ขอค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งเจ็ดเพิ่มขึ้นอีก 120,000 บาท คดีถึงที่สุดมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องทั้งเจ็ดฎีกาข้อแรกว่าการจดทะเบียนเลิกบริษัทไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อมีเจตนาเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า บริษัทพรไพโรจน์ขนส่ง จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทเองซึ่งก็ถูกต้องตามขั้นตอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1236 แล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1246(6) ที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียขอให้ศาลสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าในทะเบียนตามเดิมได้ดังที่ผู้ร้องทั้งเจ็ดฎีกา เพราะกรณีตามมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องการถอนทะเบียนบริษัทร้าง ดังนั้น จึงไม่อาจสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพิกถอนการจดทะเบียนเลิกบริษัทพรไพโรจน์ขนส่ง จำกัด ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · บุญธรรม อยู่พุก · ประกาศ บูรพางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้