Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55574)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า เมื่อโจทก์เปลี่ยนข้อตกลง จากเดิมที่ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท เป็นเดือนละ 30,000 บาท โจทก์จะต้องถือเอาตามข้อตกลงใหม่ ดังกล่าว จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เดือนละ 100,000 บาท ไม่ได้ และหากศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาจำคุก จำเลยก็สมควรให้รอการลงโทษแก่จำเลย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 5 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 10 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 82) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 83)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมี ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดโทษให้ กระทงละกึ่งหนึ่ง ลงโทษรวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลยรวม 2 กระทง 10 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 5 เดือน ตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวางมาดังนี้จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย การที่จำเลย ฎีกาว่าโจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เดือนละ 100,000 บาท ซึ่งผิดไปจากข้อตกลงใหม่ที่ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท ไม่ได้ และสมควรรอการลงโทษให้จำเลยนั้น เป็นการฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของ จำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 575/2538นางจรูญศรี จรจำรัสโจทก์นางวริศาหรือสายหยุด สุทธิศาสตร์จำเลยนางวริศาหรือสายหยุด สุทธิศาสตร์ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า เมื่อโจทก์เปลี่ยนข้อตกลง จากเดิมที่ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท เป็นเดือนละ 30,000 บาท โจทก์จะต้องถือเอาตามข้อตกลงใหม่ ดังกล่าว จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เดือนละ 100,000 บาท ไม่ได้ และหากศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาจำคุก จำเลยก็สมควรให้รอการลงโทษแก่จำเลย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 5 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 10 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 82) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 83)คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมี ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดโทษให้ กระทงละกึ่งหนึ่ง ลงโทษรวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลยรวม 2 กระทง 10 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 5 เดือน ตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวางมาดังนี้จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย การที่จำเลย ฎีกาว่าโจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เดือนละ 100,000 บาท ซึ่งผิดไปจากข้อตกลงใหม่ที่ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท ไม่ได้ และสมควรรอการลงโทษให้จำเลยนั้น เป็นการฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของ จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ · สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้