Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5555/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้พระราชบัญญัติ ญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 8 บัญญัติถึงการฟ้องคดีตามมาตรา 7(1) ต่อศาลภาษีอากรว่าจะต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อนและบทกฎหมายมาตรานี้หาได้บังคับเฉพาะผู้ถูกประเมินแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ ดังนั้นเมื่อจำเลยได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางตามบทกฎหมายดังกล่าวโจทก์ฟ้องว่า นายจรูญ วัฒนากร ขายที่ดินโดยมุ่งการค้าหรือหากำไร แต่ไม่นำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2523 ต้องเสียภาษีพร้อมเงินเพิ่ม แต่นายจรูญถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงส่งแบบแจ้งการประเมินให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกรับผิดชำระภาษีดังกล่าวจำเลยต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องและให้การว่า นายจรูญมิได้ซื้อที่ดินมาโดยมุ่งการค้าหรือหากำไร

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่นายจรูญ วัฒนากร ยังมีชีวิตอยู่ นายจรูญมีที่ดินรวมหลายแปลงนายจรูญมีภริยาชื่อนางฉวี วัฒนากร ระหว่างนางฉวีมีชีวิต นายจรูญได้ตั้งบริษัท จ.ฉ.วัฒนา จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อขายเช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ขายฝากจำนองอสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ด้วยนายจรูญซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4936ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จากนางบุญชู คงจรูญ กับพวก เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2511 ในราคา2,406,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2523 นายจรูญได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทตึกคู่ฟ้า จำกัด ในราคา13,233,000 บาท และนายจรูญได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี

พ.ศ. 2523 โดยไม่ได้นำเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ แต่ได้ระบุข้อยกเว้นไว้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบแล้ว มีความเห็นว่าเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดที่ 4936 ของนายจรูญไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เจ้าพนักงานได้นำยอดเงินที่นายจรูญขายที่ดินได้มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินของนายจรูญเป็นเหตุให้นายจรูญต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 6,678,207.04 บาท และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของเงินภาษีเป็นเงิน 1,335,641.40 บาทรวมเงินภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้นจำนวน 8,013,848.44 บาทเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปยังผู้จัดการมรดกและทายาทของนายจรูญให้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกหรือทายาทนายจรูญได้ชำระค่าภาษีอากรตามที่แจ้งประเมินไป

ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์2530 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อกองอุทธรณ์กรมสรรพากร แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์เกรงคดีจะขาดอายุความจึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำทรัพย์สินจากกองมรดกของนายจรูญมาชำระค่าภาษีอากรให้โจทก์ตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปคดีมีปัญหาในเบื้องแรกว่า โจทก์มีอำนาจนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลภาษีอากรกลางในฐานะทายาทของนายจรูญให้ร่วมกันนำทรัพย์สินจากกองมรดกของนายจรูญมาชำระค่าภาษีอากรก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้หรือไม่

ปัญหานี้แม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วและได้ความว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยกรณีของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ซึ่งบัญญัติว่า "คดีตามมาตรา 7(1) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว"

ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางรับวินิจฉัยคดีของโจทก์โดยอ้างว่าประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติให้กรมสรรพากรโจทก์มีหน้าที่ต้องอุทธรณ์การประเมินก่อนฟ้องคดีต่อศาล โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องที่ศาลภาษีอากรกลางได้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรในกรณีนี้ว่า จะต้องได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อน และบทกฎหมายมาตรานี้หาได้บังคับเฉพาะผู้ถูกประเมินแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่กรมสรรพากรโจทก์ก็ตกอยู่ในบังคับของกฎหมายดังกล่าวด้วยเป็นดังนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในปัญหาอื่นอีกต่อไปพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5449/2561

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 บัญญัติว่า การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้มีแบบพิมพ์หรือต้องทำในลักษณะใด เมื่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2136/2561

การคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าต้องอาศัยมูลค่าของสินค้าหรือราคาที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินเพื่อเป็นราคาสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า เมื่อการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้สืบเนื่องจากข้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11028/2558

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และยังมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใดๆ ก็ตาม เจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10774/2557

ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ การประเมิน ย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จึ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11002/2554

จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7(1) และมาต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้