Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55543)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาข้อ 2.2และ 2.4 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ส่วนฎีกา ข้อ 2.3เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับเป็นฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.2 และ 2.4 เป็นการฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ มิได้วินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนข้อ 2.3 เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีควรที่จะได้รับการวินิจฉัยจาก ศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 107 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,358,365 และมาตรา 371 การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ให้ปรับ 100 บาท รวมเป็นโทษ จำคุก 3 ปี และปรับ 100 บาท ให้ริบอาวุธมีด ท่อนเหล็ก ไม้กระบองของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด หากจำเลยไม่ชำระ ค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 103) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 107 แผ่นที่ 2)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ฎีกาข้อ 2.3 จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มิได้ให้เหตุผลโต้แย้งในรายละเอียดว่าไม่ชอบด้วยประการใดบ้าง จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง อันควรจะได้รับการวินิจฉัย ส่วนข้อ 2.2 จำเลยฎีกาโต้แย้ง ดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นปัญหา ข้อเท็จจริงและข้อ 2.4 จำเลยฎีกาว่าเมื่อรับสารภาพแล้วศาล ควรลดโทษให้ การจะลดโทษให้จำเลยหรือไม่เพียงใดเป็นดุลพินิจ ของศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น จำคุกกระทงละ 1 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา จำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 378/2538พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นายเสถียร ประทุมวันจำเลยนายเสถียร ประทุมวัน จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 195ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฎีกาข้อ 2.2และ 2.4 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ส่วนฎีกา ข้อ 2.3เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับเป็นฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.2 และ 2.4 เป็นการฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ มิได้วินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนข้อ 2.3 เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีควรที่จะได้รับการวินิจฉัยจาก ศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 107 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,358,365 และมาตรา 371 การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ให้ปรับ 100 บาท รวมเป็นโทษ จำคุก 3 ปี และปรับ 100 บาท ให้ริบอาวุธมีด ท่อนเหล็ก ไม้กระบองของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด หากจำเลยไม่ชำระ ค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 103) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 107 แผ่นที่ 2)คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาข้อ 2.3 จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มิได้ให้เหตุผลโต้แย้งในรายละเอียดว่าไม่ชอบด้วยประการใดบ้าง จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง อันควรจะได้รับการวินิจฉัย ส่วนข้อ 2.2

จำเลยฎีกาโต้แย้ง ดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นปัญหา ข้อเท็จจริงและข้อ 2.4 จำเลยฎีกาว่าเมื่อรับสารภาพแล้วศาล ควรลดโทษให้ การจะลดโทษให้จำเลยหรือไม่เพียงใดเป็นดุลพินิจ ของศาลซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น จำคุกกระทงละ 1 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา จำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · อัครวิทย์ สุมาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้