Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 55536)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อแรกของจำเลย แม้จะอ้างว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาคดี ขัดต่อกฎหมาย แต่เมื่ออ่านโดยตลอดแล้ว ก็เป็นการโต้แย้ง การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยาน อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกา ข้อสอง ก็เป็นฎีกาที่โต้แย้งการลงโทษของศาล อันเป็นดุลพินิจ ในการกำหนดโทษ นับเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอุทธรณ์ (ที่ถูกควรเป็น ฎีกา) ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 1 ของจำเลยไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นไปตามที่ศาลวินิจฉัย แต่โต้แย้งว่าเมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนฟังขัดแย้งกัน การรับฟังลงโทษจำเลย จึงขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 และ 186(6) และฎีกาข้อ 2 เป็นฎีกาขอให้ศาลเห็นถึงสภาพความผิดและ ขอให้ศาลรอการลงโทษล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 ที่แก้ไขแล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(ที่ถูกมาตรา 90) จำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 83) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 86)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับแผนที่สังเขปแสดงการเกิดเหตุแตกต่างขัดแย้งกัน ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด การที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง ๆ ที่พยานโจทก์ขัดแย้ง แตกต่างกันดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาที่ขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 และ 186(6) นั้น แท้จริงแล้วเป็นการโต้แย้งดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน อันเป็นข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้อ 2 ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพความผิด ว่ามีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำเลยไว้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ก็เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการ กำหนดโทษจำเลย อันเป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน จึงเป็นฎีกา ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 347/2538พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการโจทก์นายสุรชัย คำแสงจำเลยนายสุรชัย คำแสง จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อแรกของจำเลย แม้จะอ้างว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาคดี ขัดต่อกฎหมาย แต่เมื่ออ่านโดยตลอดแล้ว ก็เป็นการโต้แย้ง การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยาน อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกา ข้อสอง ก็เป็นฎีกาที่โต้แย้งการลงโทษของศาล อันเป็นดุลพินิจ ในการกำหนดโทษ นับเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอุทธรณ์ (ที่ถูกควรเป็น ฎีกา) ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 1 ของจำเลยไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นไปตามที่ศาลวินิจฉัย แต่โต้แย้งว่าเมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนฟังขัดแย้งกัน การรับฟังลงโทษจำเลย จึงขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 และ 186(6) และฎีกาข้อ 2 เป็นฎีกาขอให้ศาลเห็นถึงสภาพความผิดและ

ขอให้ศาลรอการลงโทษล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 ที่แก้ไขแล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(ที่ถูกมาตรา 90) จำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 83) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 86)คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กับแผนที่สังเขปแสดงการเกิดเหตุแตกต่างขัดแย้งกัน ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด การที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง ๆ ที่พยานโจทก์ขัดแย้ง แตกต่างกันดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาที่ขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 และ 186(6) นั้น แท้จริงแล้วเป็นการโต้แย้งดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน อันเป็นข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้อ 2 ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพความผิด ว่ามีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำเลยไว้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ก็เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการ กำหนดโทษจำเลย อันเป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน จึงเป็นฎีกา ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ผล อนุวัตรนิติการ · สมปอง เสนเนียม · พิมล สมานิตย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้