Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5552/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกามีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในชั้นฎีกา เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองที่บัญญัติให้กระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาส่วนที่จำเลย ขอให้รอการลงโทษก็เป็นดุลพินิจที่ศาลจะสั่งในคำพิพากษาต่อไป ศาลฎีกาจึงให้ยกคำร้องนี้ ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทราบดีว่าที่ดินของจำเลยตามโฉนดที่ดินมีเพียง 2 ไร่ โดยด้านทิศตะวันออกจดภูเขาด้านทิศเหนือจดถนนสาธารณประโยชน์และภูเขา ตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินดังกล่าว ขณะเจ้าหน้าที่บริหารที่ดินอำเภอไปตรวจสอบที่ดินที่เกิดเหตุตามคำสั่งของนายอำเภอพบมีการบุกรุกไถภูเขาซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันออกและตามบันทึกที่โจทก์และจำเลยนำรังวัด ที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้น ปรากฏว่าจำเลยนำชี้ที่ดินของจำเลยเพียง 3 ด้าน โดยจำเลยทราบดีว่าหากจำเลยนำชี้ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ด้าน ที่ดินของจำเลยจะมีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินของจำเลยนอกจากนี้หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า จำเลยบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ทางอำเภอแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินที่เกิดเหตุจำเลยทราบแล้วไม่ยอมรื้อถอนและไม่ยอมออกไป พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อจำเลยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินการที่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินที่พิพาทตามคำสั่งของนายอำเภอซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ แม้จำเลยจะอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยก็ไม่ใช่เหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรที่จะทำให้จำเลยพ้นจากความผิดฐานบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368, 83, 91 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิกับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วัน กับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่จำเลยยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่11 สิงหาคม 2541 ขอถอนข้อต่อสู้ตามฎีกา โดยขอรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ และขอให้รอการลงโทษ

นั้น เห็นว่า การที่จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การรับสารภาพมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การในชั้นฎีกาเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองที่บัญญัติให้กระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษก็เป็นดุลพินิจที่ศาลจะสั่งในคำพิพากษาต่อไป จึงให้ยกคำร้องมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในข้อหาบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยยอมรับว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เพียงแต่อ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกเพราะเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ 7662 ที่จำเลยซื้อจากนายเผอิญ โรจนะ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังว่าจำเลยอยู่ในฐานะทราบดีว่าที่ดินของจำเลยตามโฉนดที่ดินมีเพียง 2 ไร่ โดยด้านทิศตะวันออกจดภูเขา ด้านทิศเหนือจดถนนสาธารณประโยชน์และภูเขาตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินดังกล่าว จากคำเบิกความของนางกมลรัตน์ โภคย์สุพัสตร์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บริหารที่ดินอำเภอหนองแค และไปตรวจสอบที่ดินที่เกิดเหตุตามคำสั่งของนายอำเภอหนองแคได้ความว่า มีการบุกรุกไถภูเขาซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันออก และตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.1 ที่โจทก์และจำเลยนำรังวัดที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้น ปรากฏว่าจำเลยนำชี้ที่ดินของจำเลยเพียง 3 ด้านส่วนด้านทิศใต้จำเลยไม่ยอมนำชี้ โดยอ้างว่านายเผอิญได้ขายที่ดินตามโฉนดที่ 7662 และที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 12 ให้แก่จำเลย

ทั้งที่ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดินเลขที่ 12 ได้ออกเป็นโฉนดที่ดิน โฉนดที่ 7662 แล้ว และมีจำนวนเนื้อที่มากกว่าเสียอีก แสดงว่าจำเลยทราบดีว่าหากจำเลยนำชี้ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ด้าน ที่ดินของจำเลยจะมีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินของจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากนายธีระพันธ์ อิงคุทานนท์ พยานโจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอหนองแคว่า หลังจากตรวจสอบพบว่าจำเลยบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทางอำเภอหนองแคแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินที่เกิดเหตุจำเลยทราบแล้วไม่ยอมรื้อถอนและไม่ยอมออกไป พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่จำเลยบุกรุกมีเนื้อที่เพียง 2 งานนั้น ได้ความจากนางกมลรัตน์ พยานโจทก์ดังกล่าวอีกว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2536 พยานกับนายธีระพันธ์ ปลัดอำเภอหนองแคในขณะนั้นและนายบู่ มาลินันท์ กำนันตำบลหนองนาก ไปตรวจสอบที่ดินที่เกิดเหตุปรากฏว่า จำเลยบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ตามสำเนาบันทึกข้อความเรื่องตรวจสอบราษฎรบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ เอกสารหมาย จ.1 โดยมีนายธีระพันธ์และนายบู่พยานโจทก์เบิกความรับรองยืนยันตามเอกสารดังกล่าว เชื่อว่าจำเลยบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ตามที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวสำหรับข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้นั้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินที่เกิดเหตุ ตามคำสั่งของนายอำเภอหนองแคซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ แม้จำเลยจะอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยก็ไม่ใช่เหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควรที่จะทำให้จำเลยพ้นจากความผิดในข้อหาดังกล่าวได้พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ปรับจำเลย 500 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับจำเลย 5,500 บาทเมื่อรวมกับโทษที่กำหนดไว้เดิมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วันและปรับ 5,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย เตโชพิทยากูล · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ชวลิต ธรรมฤาชุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้