Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการยื่นคำให้การกฎหมายบัญญัติไว้แต่เพียงว่าให้จำเลยแสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง สำหรับเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นกฎหมายมิได้บังคับว่าหากจำเลยหลายคนถูกฟ้องให้รับผิดร่วมกันแล้วจำเลยทุกคนจะต้องอ้างเหตุเหมือนกันหรือสอดคล้องต้องกันดังนั้นจำเลยแต่ละคนจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องคำนึงว่าคำให้การของตนจะขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยอื่นหรือไม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยที่ 4 ขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยที่ 5 หรือไม่ จำเลยที่ 3 ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือที่ 2 กล่าวคือ ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นนายทหารเวรเวลาเกิดเหตุได้เปิดประตูเข้าไปในห้องปฏิบัติงานโดยไม่มีเหตุอันควรและไม่มีเหตุจำเป็นถึง 2 ครั้ง โดยไม่ปรากฏว่ามีหัวหน้าเวร 1 คน และเสมียนเวร 1 คน ร่วมเป็นพยานรู้เห็นด้วย ทั้งไม่ได้ลงปูมไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งนอกจากจะปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบวินัย ยังประมาทเลินเล่ออีกด้วยเมื่อคนร้ายเข้าไปทางประตูที่จำเลยที่ 3 เปิดทิ้งไว้และลักเอาเบ้าแพลทินัมจำนวน 4 เบ้าของโจทก์ไป จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุม จำเลยที่ 3 มิได้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นในคำให้การด้วย จำเลยที่ 3จึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพราะนอกเหนือคำให้การของตน และถือว่าจำเลยที่ 3 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อายุความเป็นระยะเวลาอย่างหนึ่ง การนับอายุความเป็นปีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 เดิมประกอบด้วยมาตรา 159 วรรคสอง เดิม กล่าวคือ มิให้นับวันที่23 ธันวาคม 2529 ซึ่งเป็นวันแรกรวมคำนวณเข้าด้วยเพราะมิได้มีการเริ่มอะไรในวันนั้น ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2529 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 23 ธันวาคม 2530 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะครบ 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังให้สมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จำเลยทั้งห้าจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเบ้าแพลทินัมให้แก่โจทก์ตามราคาที่กระทรวงการคลังกำหนดคือเบ้าที่ 1 และที่ 2 ราคาเบ้าละ 55,000 บาท เบ้าที่ 3 และที่ 4ราคาเบ้าละ 82,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 274,000 บาทโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งเลยร่วมกันรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2529 แต่จำเลยทั้งห้าปฏิเสธความรับผิดขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 274,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันที่ 24 ธันวาคม 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายกับได้สั่งการและวางมาตราการในการควบคุมดูแลรักษาทรัพย์สินของกองวิเคราะห์และทดสอบ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือเพื่อป้องกันทรัพย์สินของโจทก์โดยเคร่งครัดและรอบคอบตลอดมาอีกทั้งยังได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเพื่อให้ทราบถึงการปฏิบัติงานและรักษาทรัพย์สินให้รัดกุมโดยได้ประชุมและวางระเบียบในการเก็บรักษาทรัพย์สินไว้เป็นลายลักษณ์อักษรการที่เบ้าแพลทินัมทั้ง 4 เบ้าสูญหายไปนั้นจึงมิใช่เป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ หากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดก็ไม่ต้องรับผิดเต็มตามฟ้อง

เนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงกว่าความเป็นจริงมาก เพราะโจทก์ซื้อเบ้าแพลทินัมมาเมื่อ พ.ศ. 2514 และ พ.ศ. 2518 รวมราคาทั้งสิ้นเพียง 47,798 บาท ทั้งได้ใช้งานมานานนับ 10 ปีแล้ว ย่อมเสื่อมราคาลงขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เบ้าแพลทินัม 4 เบ้าที่หายไปเพราะเงินที่นำมาซื้อท่อเบ้าแพลทินัมดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินซึ่งกระทรวงกลาโหมได้เบิกจากกระทรวงการคลัง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ได้ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี ก่อนฟ้องคดีนี้ เบ้าแพลทินัมได้สูญหายไปในระหว่างนอกเวลาราชการซึ่งมิได้เป็นช่วงเวลาที่อยู่ในความรับผิดของเวรรักษาความปลอดภัยซึ่งกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ (วศ.ทร.)

ได้แต่งตั้งขึ้นให้ทำหน้าที่ดูแลและรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินในระหว่างนอกเวลาราชการ การที่เบ้าแพลทินัมสูญหายไปมิได้เกิดจากจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยประมาทเลินเล่อ แต่เบ้าแพลทินัมดังกล่าวได้หายไปเนื่องจากมีผู้นำออกไปในระหว่างเวลานอกราชการซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันได้ การเก็บรักษาเบ้าแพลทินัมไม่ว่าจะเก็บรักษาในห้องใดย่อมเป็นการเก็บรักษาที่มีระบบป้องกันเป็นอย่างดีแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริง เบ้าแพลทินัมทั้ง 4 เบ้า มีราคารวมกันเพียง 487,798 บาท ทั้งได้ใช้งานมานานแล้วย่อมต้องสึกหรอและเสื่อมสภาพลงเหลือราคาไม่เกิน 35,000 บาทขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า

เบ้าแพลทินัมที่หายไปมิใช่ทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2529ซึ่งเป็นวันศุกร์เวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมกันนำเบ้าแพลทินัม 4 เบ้า ออกจากโถอบในห้องปฏิบัติการเพื่อใช้วิเคราะห์น้ำตามหน้าที่จนถึงเวลา 16 นาฬิกา จึงใช้เสร็จและใกล้จะหมดเวลาราชการจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีหน้าที่ต้องนำเบ้าแพลทินัมไปเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการเอเอ ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 เพื่อป้องกันการสูญหาย แต่จำเลยที่ 4 และที่ 5หาได้ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไม่กลับนำเบ้าแพลทินัมดังกล่าวตั้งไว้บนโต๊ะปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ 2 ซึ่งเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและในวันที่ 22 มีนาคม 2529 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา

จำเลยที่ 3ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายทหารเวร วศ.ทร. ได้ไขกุญแจเข้าไปในห้องปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ กวทส.วศ.ทร. เพื่อรับประทานอาหารและต่อมาเวลา 8.45 นาฬิกา ใกล้เวลาจะออกเวร จำเลยที่ 3ได้ไขกุญแจห้องปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่อีกครั้งเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าจำเลยที่ 3 มีสิทธิเข้าไปในห้องดังกล่าวเพื่อรับประทานอาหารเปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อนเช่นเดียวกับนายทหารเวรคนอื่นที่มาเข้าเวร การที่จำเลยที่ 3 เข้าออกจากห้องดังกล่าวโดยไม่ได้บันทึกการเปิดห้องไว้ในสมุดปูม และมิได้ปิดชื่อจำเลยที่ 3คาดทับไว้ที่บานประตูเมื่อออกจากห้องดังกล่าว แม้จะเป็นการผิดระเบียบไปบ้างแต่ระเบียบดังกล่าวมิใช่กฎหมาย และการกระทำของจำเลยที่ 3 ก็มิใช่เป็นผลโดยตรงที่ทำให้เบ้าแพลทินัม 4 เบ้าสูญหายไป

อีกทั้งมิใช่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3โจทก์ทราบว่าเบ้าแพลทินัมหายไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2529และได้ตั้งกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง ต่อมากรรมการสอบสวนได้ทำบันทึกเสนอผลการสอบสวนต่อโจทก์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2529นอกจากนี้กรมสารบรรณทหารเรือได้เสนอโจทก์ให้ทราบถึงผลการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งกรณีเบ้าแพลทินัมสูญหายเมื่อวันที่17 ธันวาคม 2529 โดยพิจารณาแล้วเห็นสมควรสั่งให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายและโจทก์มีคำสั่งเห็นควรอนุมัติให้ดำเนินการได้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2529 แสดงว่าโจทก์ทราบเรื่องละเมิดและรู้ตัวว่าจำเลยที่ 3 จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2529 หรืออย่างช้าที่สุดก็ในวันที่22 ธันวาคม 2529 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 วันที่ 23 ธันวาคม 2530ซึ่งเกิน 1 ปีแล้ว

ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้การว่า เบ้าแพลทินัมหายไปมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 โดยปกติเบ้าแพลทินัมเมื่อเสร็จงานแล้วจะเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการ 2 มิได้นำไปเก็บในห้องปฏิบัติการเอเอ และมีได้มีการประกาศคำสั่งหรือระเบียบวิธีปฏิบัติว่าเมื่อเสร็จงานแล้วหรือหลังจากหมดเวลาราชการจะต้องนำเบ้าแพลทินัมไปเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการเอเอเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2529 จำเลยที่ 4 ได้นำเบ้าแพลทินัมไปใช้ในการปฏิบัติงานวิเคราะห์น้ำให้แก่โจทก์กับจำเลยที่ 5หลังจากใช้งานแล้วก็นำไปเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ 2 เช่นที่เคยปฏิบัติมา ก่อนที่จะกลับบ้านจำเลยที่ 4 ตรวจดูแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 5 ได้ปิดประตูหน้าต่างห้องปฏิบัติการ 2 เป็นที่เรียบร้อยและใช้สายยูคล้องบานพับประตูแล้วล็อกด้วยแม่กุญแจพร้อมปิดกระดาษที่เขียนชื่อของจำเลยที่ 5 คาดทับระหว่างบานประตูไว้ถือว่าจำเลยที่ 4 ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอแล้วจึงไม่ต้องรับผิด โจทก์คิดราคาทรัพย์สินที่สูญหายตามสภาพของใหม่ที่ซื้อในปัจจุบันเป็นการไม่ถูกต้องเพราะราคาที่ซื้อมาถูกกว่าและทรัพย์ดังกล่าวใช้มานานหลายปีแล้วย่อมเสื่อมสภาพไปเพราะการใช้

โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 เป็นลูกน้องของจำเลยที่ 4และไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2529เวลาประมาณ 9 นาฬิกา จำเลยที่ 5 ใช้เบ้าแพลทินัมวิเคราะห์น้ำและทำงานจนหมดเวลาราชการแต่งานยังไม่เสร็จเพราะมีสารเคมีที่มีความร้อนสูงต้องรอให้เย็นก่อนจึงจะทำการตรวจสอบและวิเคราะห์หากเททิ้งก็จะเสียหายและเบ้าแพลทินัมก็ยังร้อน ทั้งผู้บังคับบัญชาก็ไม่มีข้อบังคับในเรื่องการเก็บรักษาเบ้าแพลทินัม จำเลยที่ 5ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาเบ้าแพลทินัมแล้วโดยก่อนกลับบ้านได้ใช้สายยูคล้องบานประตูแล้วล็อกด้วยแม่กุญแจกับปิดกระดาษที่เขียนชื่อตนเองคาดทับระหว่างบานประตูไว้ทุกครั้งเบ้าแพลทินัมที่สูญหายเป็นของเก่าใช้มาหลายปีจนเสื่อมสภาพไปแล้ว

โจทก์คิดราคาในสภาพของใหม่ที่ซื้อมาจึงไม่ถูกต้องฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์รู้ถึงการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2529 แต่นำคดีมาฟ้องเกินกำหนด 1 ปี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่า คำให้การของจำเลยที่ 4และที่ 5 ขัดแย้งกันนั้น เห็นว่า ในการยื่นคำให้การกฎหมายบัญญัติไว้แต่เพียงว่าจำเลยแสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง สำหรับเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นกฎหมายมิได้บังคับว่าหากจำเลยหลายคนถูกฟ้องให้รับผิดร่วมกันแล้วจำเลยทุกคนจะต้องอ้างเหตุเหมือนกันหรือสอดคล้องต้องกันดังนั้นจำเลยแต่ละคนจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้คดีอย่างไรก็ได้ไม่ต้องคำนึงว่าคำให้การของตนจะขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยอื่นหรือไม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยที่ 4ขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยที่ 5 หรือไม่คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า

จำเลยทั้งห้ากระทำโดยความประมาทเลินเล่อหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความถึงระเบียบปฏิบัติของกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือว่าหลังจากใช้เบ้าแพลทินัมจนหมดเวลาราชการแล้วจะต้องเก็บเบ้าแพลทินัมไว้ในห้องปฏิบัติการเอเอ ตรงกันข้ามกลับได้ความทำนองว่าให้เก็บเบ้าแพลทินัมในห้องปฏิบัติการ 2 ได้แต่ต้องใช้สายยูคล้องบานประตูแล้วล็อกด้วยแม่กุญแจ และต้องปิดกระดาษที่มีลายมือชื่อนายทหารเวรไว้ปิดคาดทับระหว่างประตูซึ่งก็เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ที่ว่าโจทก์ไม่มีระเบียบเกี่ยวกับการเก็บรักษาเบ้าแพลทินัมแต่จำเลยที่ 1 ได้วางระเบียบไว้ว่าเบ้าแพลทินัมถ้าหากมีผู้ที่จะนำไปใช้จะต้องมาเบิกจากจำเลยที่ 1 และเมื่อเสร็จจากการใช้แล้วโดยที่ไม่ต้องใช้ต่อเนื่องอีก ให้นำมาส่งคืนจำเลยที่ 1ตามปกติเบ้าแพลทินัมจะเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ 2 ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยังปฏิบัติงานไม่เสร็จ การที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 นำเบ้าแพลทินัมไปเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ 2จึงเป็นไปตามระเบียบและมาตรการที่จะรักษาความปลอดภัยเบ้าแพลทินัมแล้ว และเมื่อดูแผนผังอาคาร กวทส.วศ.ทร.ตามเอกสารหมาย จ.13 จะเห็นได้ว่า ห้องปฎิบัติการ 1, 2ห้องปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และห้องปฏิบัติการเอเอจะอยู่ในห้องใหญ่ห้องเดียวกัน เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องหนึ่งห้องใดก็สามารถเดินทะลุถึงกันได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 5เก็บเบ้าแพลทินัมไว้ในห้องปฏิบัติการ 2 และปิดประตูไว้ถูกต้องตามระเบียบ ถือได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้วเบ้าแพลทินัมหายไปไม่ใช่เพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นั้นได้ความว่าได้ปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือที่ 2 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2506ว่าด้วยการอยู่เวรประจำกรมนอกเวลาราชการ ข้อ 7.4 ตามเอกสารหมาย

จ.14 กล่าวคือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นนายทหารเวรวันเวลาเกิดเหตุ ได้เปิดประตูเข้าไปในห้องปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในอาคาร กวทส.วศ.ทร. โดยไม่มีเหตุอันควรและไม่มีเหตุจำเป็นโดยเข้าไปในห้องดังกล่าวถึง 2 ครั้ง และไม่ปรากฏว่ามีหัวหน้าเวร 1 คน และเสมียนเวร 1 คน ร่วมเป็นพยานรู้เห็นด้วย และไม่ได้ลงปูมไว้เป็นหลักฐาน ที่จำเลยที่ 3อ้างว่าได้ใส่กุญแจประตูหลังจากลับออกมาจากห้อง ก็เป็นคำกล่าวอ้างของจำเลยที่ 3 เพียงปากเดียว ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้ตรวจดูบริเวณห้องปฏิบัติการ 2 แล้วไม่ปรากฏร่องรอยว่าคนร้ายได้งัดประตูหน้าต่างเข้าไป น่าเชื่อว่าคนร้ายเข้าไปทางประตูที่จำเลยที่ 3 เปิดไว้ จำเลยที่ 3นอกจากจะปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบวินัยแล้ว

ยังประมาทเลินเล่ออีกด้วยจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สำหรับเรื่องค่าเสียหายนั้นศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จไป กระทรวงการคลังได้คำนวณค่าเบ้าแพลทินัมแล้วเป็นราคาในขณะสูญหาย 274,000 บาทปรากฏตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งตามมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.11 จะต้องคิดค่าเสียหายตามราคาในท้องตลาดขณะสูญหาย ดังนั้นจำเลยที่ 3 จึงต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 274,000 บาทและที่จำเลยที่ 3 แก้ฎีกาว่า ผู้บัญชาการทหารเรือทราบรายงานผลการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งเมื่อวันที่23 ธันวาคม 2529 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวมิใช่นับในวันรุ่งขึ้นและครบกำหนด 1 ปี ในวันที่ 22 ธันวาคม 2530โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 23 ธันวาคม 2530 คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น

เห็นว่า อายุความเป็นระยะเวลาอย่างหนึ่ง การนับอายุความเป็นปีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 เดิม(มาตรา 193/3 วรรคสอง) ประกอบด้วยมาตรา 159 วรรคสอง เดิม(มาตรา 193/5 วรรคสอง) กล่าวคือ มิให้นับวันที่ 23 ธันวาคม 2529ซึ่งเป็นวันแรกรวมคำนวณเข้าด้วยเพราะมิได้มีการเริ่มอะไรในวันนั้น ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2529 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 23 ธันวาคม 2530 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะครบ 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน274,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากวันที่ 24 ธันวาคม 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุระ หวังอ้อมกลาง · ปราโมทย์ ชพานนท์ · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้