Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5530/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิม ฝ. ฟ้อง ป. ขอถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณต่อมาได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าว โดย ป.ยอมคืนที่พิพาทให้ ฝ.และฝ. ยอมให้ ป. ทำกินในที่พิพาทโดย ป. ยอมให้ข้าวเปลือกแก่ ฝ.ปีละ120กิโลกรัมห้ามฝ.จำหน่ายจ่ายโอนที่พิพาท เมื่อ ฝ. ถึงแก่กรรมให้ที่พิพาทตกเป็นของ ป. ตามเดิม สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ใช่พินัยกรรมแต่เป็นสัญญาที่ ฝ. กับ ป. ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้วสัญญาดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ และการที่ตกลงกันว่า เมื่อ ฝ.ถึงแก่กรรม ให้ที่พิพาทตกเป็นของ ป. เมื่อ ฝ. ถึงแก่กรรมที่พิพาทจึงตกเป็นของ ป. ตามคำพิพากษาตามยอม มิใช่เป็นมรดกของ ฝ.

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่าโจทก์ เรียกโจทก์สำนวนหลังและจำเลยสำนวนแรกว่าจำเลยสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์และนางปิ่นมารดาจำเลยเป็นบุตรของนางฝั้น นางฝั้นมีที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 22 ไร่เมื่อปี 2515 นางฝั้นถึงแก่กรรม ที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศเหนือตกได้แก่โจทก์ ทางด้านทิศใต้ตกได้แก่นางปิ่น ต่อมานางปิ่นขายที่ดินด้านทิศใต้ให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินทั้งแปลงต่อมานางปิ่นถึงแก่กรรมจำเลยอ้างว่าที่ดินทั้งแปลงเป็นของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาททั้ง 22 ไร่ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องจำเลยให้การว่า

เมื่อปี 2510 นางฝั้นยกที่พิพาททั้งแปลงให้นางปิ่น ต่อมานางฝั้นฟ้องนางปิ่นขอถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ ในที่สุดมีการตกลงประนีประนอมยอมความกันโดยนางปิ่นยอมคืนที่พิพาทให้นางฝั้น และให้นางปิ่นทำนาเอาข้าวให้นางฝั้นปีละ 120 กิโลกรัม จนกว่านางฝั้นจะถึงแก่กรรมเมื่อนางฝั้นถึงแก่กรรมแล้วให้ที่พิพาทตกเป็นของนางปิ่นตามเดิมศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุด ต่อมานางฝั้นถึงแก่กรรมที่พิพาทจึงตกเป็นของนางปิ่นทั้งหมด นางปิ่นไม่เคยขายที่พิพาทให้โจทก์เมื่อนางปิ่นถึงแก่กรรมจำเลยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางปิ่นศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางปิ่นแล้ว ขอให้ยกฟ้องสำนวนหลังจำเลยฟ้องโจทก์เป็นใจความเช่นเดียวกับคำให้การสำนวนแรกและขอให้บังคับโจทก์คืนที่พิพาทให้จำเลย

ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องโจทก์ให้การว่า เมื่อนางฝั้นถึงแก่กรรมที่พิพาทเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และมารดาจำเลยคนละครึ่ง มารดาจำเลยขายที่พิพาทส่วนของตนให้โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนางฝั้นกับมารดาจำเลยหากมีจริงก็ไม่มีผลบังคับเพราะมิใช่พินัยกรรม และไม่เป็นหนังสือยกให้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 111 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่มอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ครึ่งหนึ่งเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องของจำเลยโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ใช่พินัยกรรม แต่เป็นสัญญาที่นางฝั้นกับนางปิ่นทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันและเป็นสัญญาที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้การที่ตกลงกันว่าเมื่อนางฝั้นถึงแก่กรรมให้ที่พิพาทตกเป็นของนางปิ่นเช่นนี้ เมื่อนางฝั้นถึงแก่กรรมที่พิพาททั้งแปลงจึงตกแก่นางปิ่นตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว ดังนั้น ที่พิพาทจึงมิใช่มรดกของนางฝั้นและไม่ตกแก่โจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สกล เหมือนพะวงศ์ · พิมล สมานิตย์ · ถวิล ตรีเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้