Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 55078)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวจัดให้มีการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ เมื่อมีลูกค้าจะลงท่องเที่ยวเรือสำราญจำเลยจะแจ้งโจทก์ทราบโจทก์มีสิทธิที่จะให้บริการหรือปฏิเสธที่จะไม่ให้บริการแก่ลูกค้าได้หากโจทก์รับให้บริการแก่ลูกค้าบนเรือสำราญจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน เมื่อเรือสำราญต้องเข้าฝั่งโจทก์จะหมดหน้าที่เป็นคราวไปการจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยมุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่ใช่การจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่เป็นการจ้างทำของตามมาตรา 587โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมทำงาน เพราะเมื่อมีลูกค้าลงเรือสำราญจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าถือเป็นวันทำงานปกติ เป็นการกำหนดวันทำงานในรอบสัปดาห์ไม่ใช่เป็นงานที่หมดหน้าที่เป็นคราว ๆ ไปและไม่ได้มุ่งถึงความสำเร็จของงาน อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ทำงานให้จำเลยโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ถือได้ว่าโจทก์ทำงานให้จำเลยเพื่อรับค่าจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นการจ้างแรงงาน เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงต่างไปจากศาลแรงงานกลาง เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องมีใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542 โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับ มีหน้าที่คอยบริการแนะนำลูกค้าและแลกเงินตราต่างประเทศ ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน โดยโจทก์ที่ 1 ได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างวันละ400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน และจำเลยได้ตกลงจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่โจทก์ที่ 1 สัปดาห์ละ 3,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 สัปดาห์ละ 2,500 บาท สรุปแล้วโจทก์ที่ 1 ได้รับค่าจ้างจากจำเลยเป็นเงินเดือนเดือนละ 18,000 บาท

โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างจากจำเลยเป็นเงินเดือน เดือนละ 14,800 บาท ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2544 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ทั้งสองรู้เห็นเรื่องนายชาญวิทย์ วิทยอำนวยคุณ ประพฤติผิดศีลธรรมกับพนักงานในบริษัทบางคน ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวนั้นโจทก์ทั้งสองไม่ได้รู้เห็นหรือสนับสนุนถึงการกระทำดังกล่าวด้วย การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและการเลิกจ้างดังกล่าวไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 18,000 บาท ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 54,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน เป็นเงิน 1,800 บาท

ค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,512,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 14,800 บาท ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 44,400 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 12 วันเป็นเงิน 4,800 บาทค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,243,200 บาท แก่โจทก์ที่ 2

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้รับจ้างนำทัวร์ที่จำเลยจัดมาหาเพื่อนำเที่ยวเป็นครั้งคราวเท่านั้น จำเลยจะจ้างโจทก์ทั้งสองตามความเหมาะสมของทัวร์ต่างประเทศที่จำเลยจัดหามาและโจทก์ทั้งสองได้จัดทำสัญญาจ้างบริการไว้กับจำเลย โจทก์ทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าตนเป็นเพียงผู้นำเที่ยวเป็นครั้งคราวเท่านั้น จำเลยไม่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโจทก์ทั้งสองไม่ได้เข้ามาทำงานให้แก่จำเลยทุกวัน โจทก์ทั้งสองจะมาทำงานให้แก่จำเลยเมื่อจำเลยติดต่อไปและแม้จำเลยจะติดต่อให้โจทก์ทั้งสองมาบริการนำเที่ยวให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งสองก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่มาทำงานให้แก่จำเลยได้ จำเลยไม่มีอำนาจลงโทษและไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด

คดีที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้องไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการจ้างแรงงานจึงไม่ใช่คดีแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายตามที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องเป็นการเลื่อนลอยและไม่มีสิทธิที่จะได้รับขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลแรงงานกลางส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว จัดให้มีการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ เมื่อมีลูกค้าจะลงท่องเที่ยวเรือสำราญจำเลยจะแจ้งโจทก์ทั้งสองทราบ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะให้บริการหรือปฏิเสธที่จะไม่ลงเรือสำราญเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ หากโจทก์ทั้งสองรับให้บริการแก่ลูกค้าบนเรือสำราญจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวันเมื่อเรือสำราญต้องเข้าฝั่งโจทก์ทั้งสองจะหมดหน้าที่เป็นคราวไป ในการทำงานโจทก์ทั้งสองและจำเลยจัดทำสัญญาจ้างบริการไว้ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 การจ้างงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญคือการให้บริการแก่ลูกค้าของจำเลยบนเรือสำราญเป็นครั้งคราวไป ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ใช่การจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 แต่เป็นการจ้างทำของตามมาตรา 587 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย

ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลยโดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวันถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองทำงานให้แก่จำเลยเพื่อรับค่าจ้างความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงเป็นการจ้างแรงงาน อีกทั้งที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมทำงานนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อมีลูกค้าลงเรือสำราญจำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าถือเป็นวันทำงานปกติเป็นการกำหนดวันทำงานในรอบสัปดาห์ไม่ใช่เป็นงานที่หมดหน้าที่เป็นคราว ๆ ไป และไม่ได้มุ่งถึงความสำเร็จของงานนั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงต่างไปจากศาลแรงงานกลางว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานตามที่จำเลยแจ้ง และการทำงานไม่ใช่จ้างเป็นคราว

ๆ ไป เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ · อรพินท์ เศรษฐมานิต · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้