Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 550/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

รถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นรถยนต์เก๋งส่วนบุคคล มิใช่รถยนต์รับจ้างทั่วไป โจทก์ไม่อาจนำรถยนต์ออกไปทำธุรกิจให้บุคคลทั่ว ๆ ไปเช่าเป็นรายเดือนได้ทุกเดือน ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เป็นรายเดือนที่ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดนี้ ตามปกติย่อมคิดเทียบได้กับดอกเบี้ยซึ่งผู้ให้เช่าซื้อคิดรวมกันไว้ล่วงหน้าตามจำนวนปี หรืองวดที่ผ่อนชำระจากราคารถยนต์ที่แท้จริง ภายหลังที่ผู้ใช้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อแล้ว ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ เมื่อผู้เช่าซื้อ ยังครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอยู่ ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ให้เช่าซื้อจนกว่าผู้เช่าซื้อจะส่งมอบรถยนต์คืนผู้ให้เช่าซื้อหรือชดใช้ราคา ค่าเสียหายส่วนนี้ศาลควรกำหนดระยะเวลาที่จำเลยต้องรับผิดไว้ด้วย เพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมต้องเสื่อมสภาพไปตามปกติของการใช้ โจทก์เรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าเสียหายซึ่งประกอบด้วยราคารถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อและ ค่าขาดประโยชน์ แต่เมื่อเลิกสัญญาเช่าซื้อกันแล้วจำนวนเงินที่ศาลกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกสัญญา หาใช่เป็นการชำระค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดอันจะก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์ขอ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - ๕๗๗๗ พิษณุโลก และหมายเลขทะเบียน ก - ๖๕๕๕ พิษณุโลก คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ขอให้ชดใช้เงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาท และ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท แทนการส่งมอบ รถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เป็นเงิน ๑,๑๔๕,๑๙๙ บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน ๒๓๐,๖๖๓.๙๙ บาท กับค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนอัตราเดือนละ ๓๒,๐๐๐ บาท พร้อมค่า ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ ๗ ของค่าขาดประโยชน์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนครบแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ ๑ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อตามฟ้องกับโจทก์ โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงกว่าที่โจทก์เสียหายจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - ๕๗๗๗ พิษณุโลก และ ก - ๖๕๕๕ พิษณุโลก แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท และ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ กับให้ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ?

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์สองคัน โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๔ และ จ.๖ โดยเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์รุ่น ๑๙๐ อี หมายเลขทะเบียน ก - ๕๗๗๗ พิษณุโลก ไปจากโจทก์ในราคา ๘๓๐,๘๔๔ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ ๒๓,๐๗๙ บาท รวม ๓๖ งวด เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ และชำระงวดต่อไปในวันที่ ๒๕ ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ๑๖ งวด ในงวดที่ ๑๖ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ ชำระให้เพียง ๑๖,๐๖๑.๘๒ บาท

รวมเป็นเงิน ๓๖๒,๒๔๖.๘๒ บาท จากนั้นจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่น ๓๐๐ จีทีโอ หมายเลขทะเบียน ก - ๖๕๕๕ พิษณุโลก ในราคา ๒,๒๕๔,๒๐๕ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ ๔๖,๙๖๒.๖๒ บาท รวม ๔๘ งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๖ และชำระงวดต่อไปทุกวันที่ ๕ ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ๔ งวด ในงวดที่ ๔ วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๖ ชำระเพียง ๔๓,๖๗๕.๒๔ บาท รวมเงินที่ชำระแล้ว ๑๘๔,๕๖๓.๑๐ บาท จากนั้นจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมส่งรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนให้โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ?

โจทก์ฎีกาข้อที่สองว่า ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้องวดหลังสุดจนถึงวันฟ้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ ศาลอุทธรณ์กำหนดให้รวม ๗๐๐,๐๐๐ บาท ต่ำเกินไปนั้น เห็นว่า รถยนต์ทั้งสองคันตามสัญญาเช่าซื้อเป็นรถยนต์เก๋งส่วนบุคคล มิใช่รถยนต์รับจ้างทั่วไป โจทก์ไม่อาจนำรถยนต์ทั้งสองคันออกไปทำธุรกิจให้บุคคลทั่ว ๆ ไปเช่าเป็นรายเดือนได้ทุกเดือนและได้ค่าเช่าดังที่โจทก์ฎีกา ซึ่งค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เป็นรายเดือนที่ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดนี้ ตามปกติย่อมคิดเทียบได้กับดอกเบี้ยซึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อคิดรวมกันไว้ล่งงหน้าตามจำนวนปีหรืองวดที่ผ่อนชำระจากราคารถยนต์สองคันที่แท้จริง

เพราะเงินส่วนนี้ ก็คิดส่วนที่ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อขายขาดประโยชน์ในแต่ละเดือนนั่นเอง เมื่อคำนวณจากราคารถยนต์ทั้งสองคันที่แท้จริงและอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองฉบับแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์รวม ๗๐๐,๐๐๐ บาท จึงเหมาะสมแล้ว

โจทก์ฎีกาข้อที่สามขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ ๓๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะส่งมอบรถยนต์สองคันคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาด้วยนั้น เห็นว่า ภายหลังที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่ผู้ซื้อแล้ว ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ เมื่อผู้เช่าซื้อยังครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอยู่ ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ให้เช่าซื้อ กรณีนี้จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบรถยนต์ทั้งสองคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ภายหลังเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ความเสียหายจึงเกิดขึ้นแก่โจทก์ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะส่งมอบรถยนต์ทั้งสองคันคืนโจทก์หรือชดใช้ราคา

ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะส่งมอบรถยนต์ทั้งสองคันคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาตามที่โจทก์ขอ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยค่าเสียหายส่วนนี้ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดไว้ด้วย เพราะรถยนต์สองคันที่เช่าซื้อย่อมต้องเสื่อมสภาพไปตามปกติของการใช้ ทั้งโจทก์เองก็ควรรีบเร่งในการบังคับคดี มิใช่มุ่งแต่จะบังคับเอาค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสองแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีเวลาสิ้นสุด จึงกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ ๒๑,๘๗๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะส่งมอบรถยนต์ทั้งสองคันคืนโจทก์หรือชดใช้ราคา แต่ค่าเสียหายดังกล่าวกำหนดให้ไม่เกิน ๖ เดือน

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ของค่าเสียหายคิดเป็นเงิน ๒๓๐,๖๖๓.๙๐ บาท นั้น เห็นว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวของโจทก์ขอเรียกเก็บเงินเอาจากค่าเสียหายซึ่งประกอบด้วยราคารถยนต์ทั้งสองคันตามสัญญาเช่าซื้อ และค่าขาดประโยชน์ โดยเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว คู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่จะต้องคืนรถยนต์ทั้งสองคันเพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อกลับคืนสู่ฐานะเดิม หากคืนไม่ได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารถยนต์ดังกล่าว อีกทั้งจำเลยที่ ๑ จะต้องชดใช้เงินเป็น ค่าเสียหายแก่โจทก์ในการใช้รถยนต์ทั้งสองคันของโจทก์ในระหว่างที่ตนยังไม่ส่งมอบรถยนต์คืน

ด้วยซึ่งจำนวนเงิน ที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระราคาค่าเช่าซื้อตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด อันจะก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ เพราะค่าเสียหายดังกล่าวกำหนดให้เพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ภายหลังที่สัญญาเช่าซื้อรถยนต์เลิกกันแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้อง รับผิดชดใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนโจทก์ไม่ได้ ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท และ ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ และให้จำเลยทังสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ ๒๑,๘๗๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนโจทก์หรือชดใช้ราคา แต่ค่าเสียหายดังกล่าวกำหนดให้ไม่เกิน ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ .

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · ระพินทร บรรจงศิลป · สมชาย จุลนิติ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ - นายเมธี คฤโฆษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้