Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5497/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่ฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด เมื่อข้อความในสัญญากู้ยืมเงินทั้งฉบับไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะใช้หนี้แทนจำเลยที่ 1 ผู้กู้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในสัญญาดังกล่าว จึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันการกู้ หนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำขึ้นเพื่อเจตนาให้เป็นสัญญาหุ้นส่วนเพื่อค้าขายที่ดินและแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกัน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ช่วยลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเพื่อรับรองว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มีการตกลงเพื่อดำเนินกิจการเป็นหุ้นส่วนค้าขายที่ดินแบ่งปันผลประโยชน์กันจริง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้เงินโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจริงแต่มิได้มีเจตนากู้เงิน ความจริงจำเลยที่ 1 ได้ชักชวนให้โจทก์เข้าหุ้นทำการค้าขายที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ โจทก์ตกลงเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ในวันทำสัญญาไม่มีการมอบเงิน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องจริง แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 โดยก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ร่วมกันเป็นนายหน้าจัดหาซื้อที่ดินมาเสนอขายให้จำเลยที่ 1 หากการซื้อขายที่ดินสำเร็จ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะได้ผลประโยชน์กันคนละ 2,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 จะได้ผลประโยชน์ที่เหลือทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวรับรู้ว่าได้มีการเข้าหุ้นกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะต้องแบ่งผลประโยชน์เป็นเงิน 450,000 บาท ให้โจทก์ แต่ปรากฏว่าการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวไม่สำเร็จ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาใต้ข้อความว่า "ลงนามรับรอง" ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเป็นการค้ำประกันการกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินในช่องผู้กู้เงินระบุชื่อนางสายชล ชาญณรงค์ (จำเลยที่ 1) ในช่อง ผู้ค้ำประกันระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียน ในช่องจำนวนเงินกู้ระบุตัวเลข 300,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกัน แต่ได้ลงลายมือชื่อใต้คำว่า

"ลงนามรับรอง" ท้ายสัญญากู้ เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 6 มีสาระสำคัญในข้อ 4 ระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินนี้ ผู้กู้ได้นำเอกสารสำคัญในการรับผลประโยชน์จากการหัก โอน ซื้อ ขาย ที่ดินโฉนดแปลงที่ 11431 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จจึงจะมอบส่วนที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินทั้งหมดรวมเงินต้นแล้ว เป็นเงินในจำนวน 450,000 บาทถ้วนแล้ว จึงลงนามรับรองโดยชอบทั้งสิ้นมี 4 บุคคลร่วมลงนามตามเบื้องต้น?" ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นำสืบต่อสู้ว่า การลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้ มิใช่เป็นการค้ำประกันเงินกู้ แต่ลงลายมือชื่อรับรู้การเข้าหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และหากเมื่อจำเลยที่ 1 ได้มีการซื้อขายที่ดินกำไรมาแล้ว

จะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้โจทก์ด้วย ฉะนั้น ในช่องผู้ค้ำประกันเหนือหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กับข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 4 และที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อใต้คำว่า ลงนามรับรอง ดูแล้วไม่อาจเชื่อมโยงแสดงให้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในลักษณะของผู้ค้ำประกันการกู้ยืม แต่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 4 กลับมีความหมายว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ได้ซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11431 และมีการหักโอนเงินซื้อขายที่ดินแปลงนี้แล้ว โจทก์ผู้ให้กู้จะได้ต้นเงินและผลประโยชน์ตอบแทนรวมเป็นเงินตามที่ระบุนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงได้ลงลายมือชื่อรับรองในข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งนางหนูเทียน

จันทร์รักงาม ภริยาโจทก์เบิกความว่า เหตุไม่ให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันไว้ด้านหลังหนังสือกู้ยืมเงิน เพราะคิดว่าทำไว้ด้านหน้าก็เหมือนกัน โจทก์เบิกความว่า การทำสัญญากู้รายอื่น ๆ พยานจะให้ผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ ส่วนผู้ค้ำประกันจะให้ทำสัญญาไว้ต่างหาก ฉะนั้นการที่โจทก์และนางหนูเทียนภริยาโจทก์มีอาชีพปล่อยเงินกู้ย่อมจะรู้ดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ถึง 300,000 บาท ถือว่าเป็นจำนวนมาก แต่เหตุใดจึงไม่ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันด้านหลังหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอย่างกับที่เคยปฏิบัติต่อผู้กู้และผู้ค้ำประกันรายอื่น ๆ นับได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย อันสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกัน

มีความรับผิดแต่ฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด เมื่อข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินทั้งฉบับไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะใช้หนี้แทนจำเลยที่ 1 ผู้กู้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ · วิเทพ ศิริพากย์ · มงคล ทับเที่ยง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายมณฑล เกตุไทย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้