คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2538 โจทก์ได้ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยประเภทกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาประกันภัยทั้งสองฉบับว่า หากโจทก์ได้รับอุบัติเหตุจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยจะชดใช้ค่ารักษาพยาบาลซึ่งได้เกิดขึ้นภายใน 12 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุตามหลักฐานที่โจทก์ได้จ่ายไปจริง ในระหว่างสัญญาประกันภัยยังมีผลใช้บังคับโจทก์ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องเข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลธนบุรีเสียค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 95,874 บาท โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวให้ทางโรงพยาบาล แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์ต้องชำระค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด แล้วติดตามทวงถามจากจำเลยจำเลยเพิกเฉย
ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชำระเงิน100,068 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงิน 95,874 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนั้น จำเลยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้โจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท ตามสำเนาใบรับเงินค่าเสียหายท้ายคำให้การจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าวที่ขาดอีก40,000 บาท เพราะภัยครั้งนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์เอง ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 โจทก์ได้ซื้อความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเพียง 10,000 บาท และจำเลยได้จ่ายเงินดังกล่าวให้ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์รับไปแล้วตามสำเนาใบรับเงินค่าเสียหายท้ายคำให้การ
ขอให้ยกฟ้องจำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน2538 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2538 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาข้อเดียวว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจรับฟังเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยเพราะเป็นสำเนาและจำเลยไม่ได้นำสืบประกอบ ขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 เห็นว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยไปแล้ว จึงมีปัญหาที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยไปแล้วเพียงใด หรือไม่ และเมื่อปรากฏว่าจำเลยให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยได้จ่ายเงินให้โจทก์เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน10,000 บาท ปรากฏตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3และได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ไปแล้ว 10,000 บาทตามสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ข้อ ร.ย.4.2โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นผู้ไปรับเอง ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และ 5 เอกสารท้ายคำให้การดังกล่าวจึงเป็นเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมย่อมมีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87พิพากษายืน