Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5493/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงานของบริษัทจำเลยที่ 1 เอง จำเลยทั้งห้ามิได้เลิกจ้างโจทก์นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของ ศาลแรงงานที่รับฟังว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ ไม่ใช่เป็นกรณีโจทก์ลาออกเอง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานวินิจฉัยมาว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามสัญญา จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนค่าเสียหายเกี่ยวกับสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายแก่โจทก์ เพราะจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสียหาย ซึ่งได้แก่ค่าเสียหายต่าง ๆ ที่โจทก์ระบุมา ในฟ้อง ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์ โดยไม่เป็นธรรม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์การคำนวณค่าเสียหายในส่วนนี้ศาลแรงงานอาศัยเพียงสัญญาจ้าง เป็นฐานในการคิดเท่านั้น มิใช่เป็นการพิพากษาให้จำเลย จ่ายค่าเสียหายในส่วนนี้ตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างดังกล่าว ฉะนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิ ได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้ตามสัญญาจ้างจึงไม่ใช่เป็นการ โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานที่จะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลในฐานะนายจ้างแม้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 2 จะระบุให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีฐานะเป็นนายจ้างด้วยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้กระทำการใด ๆอันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ก็เป็นเพียงผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นตัวการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เมื่อตามเอกสารระบุถึงการจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์หลังจากเลิกจ้างแล้วอีก 3 เดือน โดยไม่ปรากฏว่าเป็นเงินประเภทใด แต่การจ่ายเงินในอัตราดังกล่าวเป็นลักษณะของการจ่ายค่าชดเชย ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2) เพราะโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย เป็นเวลาปีเศษ แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน หรือ 3 เดือน ซึ่งเท่ากับ จำนวนเงินที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ การที่ศาลแรงงานนำข้อเท็จจริง ตามเอกสารดังกล่าวที่ว่าโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยหลังจาก เลิกจ้างแล้วดังกล่าวไปหักออกจากความรับผิดที่จำเลยจะต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเงินที่โจทก์ได้รับหลังจากเลิกจ้างแล้วนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดในการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าแก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันที่เกิน คำขอของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกา เห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์และคำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้าง สัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่าจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันที่ 14 และวันที่ 28 ของเดือน โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 185,500 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งจากกำไรสุทธิในอัตราร้อยละของกำไรสุทธิ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมประจำปีในการเป็นสมาชิกของสโมสรกีฬากรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันโจทก์ชำระปีละ 107,000 บาท

โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ การเสนองานใหม่ การทำประกันสุขภาพ การหยุดพักผ่อนประจำปี สำหรับการเลิกจ้าง จำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเป็นเวลา 6 เดือน ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2539 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามสัญญา อันถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดรายได้ประจำจากเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามสัญญาจ้างแรงงาน โดยโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6 เดือน คิดเป็นเงิน 1,113,000 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2544 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,185,000 บาท

โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายสำหรับค่าสมาชิกสโมสรกีฬากรุงเทพ เป็นระยะเวลา 5 ปี ปีละ 107,000 บาท รวมเป็นเงิน 535,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าทุก ๆ ระยะ 7 วันของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 1,113,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ถึงวันฟ้องรวม 121 วัน เป็นเงิน 3,005,100 บาท ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 1,722,500 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 42,826.54 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย ในลักษณะต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง กับให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการทำงานให้โจทก์จำเลยทั้งห้าให้การว่า

จำเลยทั้งห้าไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ตามฟ้อง แต่โจทก์เป็นฝ่ายสมัครใจลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เอง เพื่อไปทำงานกับบริษัทอื่นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 อนุมัติให้โจทก์ลาออกได้ จำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินต่าง ๆ ตามฟ้องให้แก่โจทก์เงินส่วนแบ่งจากผลกำไรมิใช่เป็นเงินที่โจทก์จะได้รับเป็นการแน่นอนแต่เป็นการตกลงกันในเงื่อนไขไว้ในอนาคตว่าหากโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ครบปี และจำเลยที่ 1 มีกำไรสุทธิ โจทก์ก็จะได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไร หากขาดทุนโจทก์ก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่งนี้ เมื่อโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งจากผลกำไรที่เรียกมาล่วงหน้าดังกล่าวสำหรับเงินค่าสมาชิกสโมสรกีฬากรุงเทพเป็นสวัสดิการที่จำเลยที่ 1 ให้สำหรับพนักงาน

ค่าสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่สโมสรมิได้จ่ายให้แก่โจทก์เช่นเดียวกับค่าจ้าง โจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานแล้วจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องจัดสวัสดิการดังกล่าวให้โจทก์หรือใช้เงินให้แก่โจทก์แทน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวันของยอดเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะเงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่ม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการจ้างโจทก์เข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 558,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2539 และจ่ายค่าสมาชิกสโมสรกีฬาจำนวน 107,000 บาท กับจ่ายส่วนแบ่งกำไรจำนวน1,185,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ ทั้งให้ออกหนังสือรับรองการทำงานให้โจทก์ด้วย แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าโจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงานของบริษัทจำเลยที่ 1 เอง จำเลยทั้งห้ามิได้เลิกจ้างโจทก์นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่รับฟังว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ ไม่ใช่เป็นกรณีโจทก์ลาออกเอง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายเกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายแก่โจทก์เพราะจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามสัญญา

จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำหรับค่าเสียหายที่เกี่ยวกับเงินส่วนแบ่งกำไรประจำปีที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า ตามสัญญาจ้างเงินส่วนแบ่งผลกำไรจำเลยต้องรับผิดชอบต่อเมื่อโจทก์ยังเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 อยู่เมื่อพ้นหน้าที่เป็นพนักงานของจำเลยแล้วก็ไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งผลกำไรนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหายซึ่งได้แก่ค่าเสียหายต่าง ๆที่โจทก์ระบุมาในฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้าเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ การคำนวณค่าเสียหายในส่วนนี้เพียงอาศัยสัญญาจ้างตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 4 เป็นฐานในการคิดเท่านั้น มิใช่เป็นการพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายในส่วนนี้ตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างดังกล่าว ฉะนั้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าที่อ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้ตามสัญญาจ้างจึงไม่ใช่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่จะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31โจทก์อุทธรณ์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยนั้น

เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลในฐานะนายจ้าง แม้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 จะระบุให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีฐานะเป็นนายจ้างด้วยก็ตามแต่เมื่อได้กระทำการใด ๆ อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็เป็นเพียงผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์โจทก์อุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ 6 เดือน แต่จำเลยจ่ายให้หลังจากเลิกจ้างแล้ว 3 เดือน

ผลคำพิพากษา

จึงพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 3 เดือน ไม่ถูกต้อง เพราะเงินที่จำเลยจ่ายหลังเลิกจ้าง 3 เดือน เป็นการจ่ายค่าชดเชย ไม่ใช่เป็นการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.6ระบุถึงการจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์หลังจากเลิกจ้างแล้วอีก 3 เดือนโดยไม่ปรากฏว่าเป็นเงินประเภทใด แต่การจ่ายเงินในอัตราดังกล่าวเป็นลักษณะของการจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(2) เพราะโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเป็นเวลาปีเศษ แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน หรือ 3 เดือน ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายแก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ การที่ศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยหลังจากเลิกจ้างแล้วดังกล่าวไปหักออกจากความรับผิดที่จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเงินที่โจทก์ได้รับหลังจากเลิกจ้างแล้วนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดในการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยต้องรับผิดในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6 เดือน ตามฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2539 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์จำนวน 1,113,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม หุตางกูร · พรชัย สมรรถเวช · กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้