Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 545/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คผู้ถือ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง และโจทก์เป็นผู้ถือเช็คพิพาท โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904และมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามเช็คได้ จำเลยทั้งสองให้การว่า ได้ให้เช็คพิพาทแก่มารดาโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วเช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ เป็นคำให้การที่กล่าวถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยกับมารดาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลกับมารดาโจทก์ เท่ากับไม่ได้ยกมาตรา 916 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขึ้นต่อสู้ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดตามเนื้อความในเช็คโดยไม่ต้องวินิจฉัยว่าเช็คมีมูลหนี้หรือไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 100,000 บาทชำระหนี้ให้โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลัง และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าดอกเบี้ย 1,250 บาท รวมกับต้นเงินเป็นจำนวนทั้งสิ้น 101,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 101,250 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 100,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้มารดาโจทก์เพื่อเป็นการประกันเงินจำนวน 100,000 บาทที่จำเลยทั้งสองรับจากมารดาโจทก์ไปซื้อข้าวเปลือก โดยมีจำเลยที่ 2สลักหลัง

ต่อมาจำเลยทั้งสองส่งมอบข้าวเปลือกให้มารดาโจทก์หักใช้เงินจำนวนดังกล่าวจนครบแล้ว แต่ไม่ได้รับคืนเช็คพิพาทเพราะมารดาโจทก์อ้างว่าเช็คพิพาทสูญหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องรับผิดตามเช็คซึ่งโจทก์กรอกขึ้นเองในภายหลังโดยไม่มีมูลหนี้ โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงเช็ค ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยทั้งสอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าเหตุใดจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้อง คำให้การ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 100,000 บาทจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังจริงและเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือโจทก์เป็นผู้ถือเช็คพิพาท ดังนั้นจึงถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เช็คพิพาทมีมูลหนี้หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้มารดาโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเพื่อเป็นประกันในการที่จำเลยทั้งสองรับเงินจากมารดาโจทก์ไปจำนวน 100,000 บาทเพื่อไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนานำมาขายให้มารดาโจทก์

ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ซื้อข้าวเปลือกนำมาขายแก่มารดาโจทก์จนครบถ้วนแล้วไม่มีหนี้ต่อกัน เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้ คำให้การดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยกับมารดาโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน โดยจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลร่วมกับมารดาโจทก์ เท่ากับจำเลยไม่ได้ยกมาตรา 916 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้นต่อสู้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า เช็คพิพาทมีมูลหนี้หรือไม่ คดีวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่สืบมาแล้วการที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อสลักหลัง จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามมาตรา 900 และ 967 เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้นแก่โจทก์ตามมาตรา 914 ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมาน เวทวินิจ · สังเวียน รัตนมุง · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้