Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5444/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมคือลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยจะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลก็ไม่มีผลผูกพันลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอก โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมที่ทำกับ อ. ลูกหนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินกับจำเลยที่ 1 เป็นจำเลย มิได้ฟ้อง อ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย แม้ อ. ผู้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตายไปแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ อ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อน อ. ถึงแก่ความตายได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้ดูแลรักษา อ. ตลอดมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่ อ. จะทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะขัดต่อเหตุผล ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เป็นเพียงการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า อ. กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น มิใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. เมื่อโจทก์มิได้ฟ้อง อ. หรือทายาทของ อ. โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางอุดมพรต่อมานางอุดมพรถึงแก่ความตายและโจทก์ตรวจสอบพบว่านางอุดมพรทำนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27905 พร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ในราคา 200,000 บาท และ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีว่าการทำนิติกรรมขายและจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับคดีจากทรัพย์ดังกล่าวได้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทระหว่างนางอุดมพรกับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางอุดมพรและเพิ่งทราบว่านางอุดมพรเป็นหนี้โจทก์เมื่อมีหมายคดีนี้

นางอุดมพรเป็นหนี้บุคคลภายนอกแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ขอกู้เงินจำเลยที่ 2 โดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันแล้วนำเงินไปชำระหนี้บุคคลภายนอก ชำระค่าที่ดินแก่นางอดมพร นำไปใช้จ่ายภายในบ้าน และจ่ายค่ารักษาพยาบาลนางอุดมพร ซึ่งป่วยเป็นหอบหืดมานาน 30 ปี นิติกรรมซื้อขายและจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวทำด้วยความสุจริต มีค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยชอบแล้ว โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาที่อาจใช้สิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว แต่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบเหตุจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักนางอุดมพรเพิ่งทราบเมื่อจำเลยที่ 2 มาขอกู้เงินจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินแก่นางอุดมพรโดยนำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาจำนองเป็นประกัน จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำและที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอยู่ในเกณฑ์และระเบียบที่จะขอสินเชื่อเงินกู้ได้ จึงอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมกับจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นประกัน นิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าโจทก์กับนางอุดมพรมีหนี้สินต่อกันอย่างไร โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาท และการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 2542 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางอุดมพรซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว ก่อนถึงแก่ความตายนางอุดมพรได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2543 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมคือลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยในคดี

จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลก็ไม่มีผลผูกพันลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกดังกล่าว เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมที่ทำกับนางอุดมพรลูกหนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยเท่านั้น มิได้ฟ้องลูกหนี้ของโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย แม้ลูกหนี้ของโจทก์คือนางอุดมพรผู้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตายไปแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนางอุดมพรเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนนางอุดมพรถึงแก่ความตายได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้ดูแลรักษานางอุดมพรตลอดมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่นางอุดมพรจะทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะขัดต่อเหตุผล

ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เป็นเพียงการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่านางอุดมพรกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น หาใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอุดมพรดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องลูกหนี้หรือทายาทของลูกหนี้เข้ามาในคดีโจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้