Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีส่วนแพ่งมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่และจำเลยบุกรุกที่ดินพิพาททำให้โจทก์เสียหายหรือไม่แต่ในคดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทจะเป็นของจำเลยหรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนาบุกรุก ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของใคร ฉะนั้นข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่มีผลผูกพันคดีส่วนแพ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 351เนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ 2 งาน 5 ตารางวาและตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 26 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 6 ตารางวาเมื่อระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์เพื่อถือการครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยใช้รถแทรกเตอร์ (รถไถ) ทำการไถพรวนที่ดินของโจทก์จำนวน 7 บิ้ง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่2 งาน 77 ตารางวา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขาดรายได้จากการทำนาเป็นเงิน 4,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทและตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อยู่ในที่อาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นอกจากคดนี้แล้วโจทก์ยังได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท อันเป็นมูลกรณีเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเมื่อปรากฏว่าในคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนาบุกรุกที่ดินของผู้อื่น ดังนั้นในคดีนี้ต้องฟังว่า จำเลยทั้งสี่ไม่มีเจตนาที่จะกระทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และเมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่า จำเลยทั้งสี่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างไร

กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น แม้จำเลยทั้งสี่จะต่อสู้อ้างสิทธิครอบครองอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องโดยมีคำขอให้ศาลแสดงสิทธิ และมิได้ขอให้ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เกี่ยวข้องกับที่พิพาท จึงไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวและประเด็นอื่นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า นอกจากคดีนี้แล้วโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้ว่าบุกรุกที่ดินคือที่ดินพิพาทคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3259/2536ของศาลชั้นต้นโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสี่ทำนาในที่ดินพิพาทเมื่อประมาณปี 2520 ตลอดมาระยะหนึ่งและจำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตนมาก่อนเกิดเหตุคดีนี้แล้ว และนายสุรินทร์เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสี่ว่าพยานขายที่ดินส่วนของพยานให้แก่นายโหล่สามีจำเลยที่ 1 จริงตั้งแต่ปี 2520 ดังนั้นที่จำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดีคดีว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน จึงมิใช่เป็นการแก้ตัวเพื่อให้พ้นความผิด แต่เป็นเรื่องที่น่ารับฟัง ที่ดินพิพาทจะเป็นของจำเลยทั้งสี่หรือไม่ก็ตาม เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนาบุกรุกที่ดินของผู้อื่นจำเลยทั้งสี่ไม่มีความผิดฐานบุกรุก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การพิพากษาคดีส่วนแพ่งคดีนี้จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่และจำเลยทั้งสี่บุกรุกที่ดินพิพาททำให้โจทก์เสียหายหรือไม่เมื่อในคดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทจะเป็นของจำเลยทั้งสี่หรือไม่ก็ตามการกระทำของจำเลยทั้งสี่ยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนาบุกรุก จึงยังไม่ได้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของใคร ที่จำเลยทั้งสี่ไม่ผิดฐานบุกรุกนั้นก็เพราะขาดเจตนา ฉะนั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่มีผลผูกพันถึงคดีนี้ คำพิพากษาส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ไปตามรูปความ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · ชลอ ทองแย้ม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้