Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ฟ้องคดีในนามของตนเองนั้น นอกจากลูกหนี้จะต้องขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว การขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเช่นนั้นจะต้องทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์ด้วย ซึ่งหมายความว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีอยู่โดยไม่ต้องใช้สิทธิเรียกร้องนั้นไม่พอจะชำระหนี้ หากลูกหนี้มีทรัพย์สินอยู่พอที่จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้แล้ว การที่ลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง ก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์แต่ประการใด โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 1เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 19 ตามตั๋วเงินจำนวน 58,267,483.30 บาทแต่โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า หากมีการชำระบัญชีถึงที่สุดจำเลยที่ 19 มีความสามารถชำระหนี้เป็นเงินไม่เกิน 500 ล้านบาทแสดงว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 19 มีทรัพย์สินประมาณ 500 ล้านบาทซึ่งหากโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าหนี้จำนวนดังกล่าวจริง ทรัพย์สินของจำเลยที่ 19 ก็สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ครบถ้วน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามฟ้องโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 18 กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 19 และจำเลยที่ 19 ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องก็ก็ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด โจทก์ที่ 1 จึงไม่สามารถใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233มาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 18 ได้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ทั้งห้าชำระค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสิบเก้า จำนวน 5,000,000 บาท เป็นการไม่ชอบ ย่อมเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหานี้ จึงเป็นการไม่ชอบ การกำหนดค่าทนายความแก่ผู้ชนะคดีเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งตามตาราง 6 ท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะโดยพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้นเฉพาะในศาลชั้นต้นอัตราขั้นสูงไม่เกินร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความ 5,000,000 บาท เพราะเหตุคดีมีทุนทรัพย์สูงถึง 5,857 ล้านบาทเศษ และใช้เวลาพิจารณานานเกือบ7 ปี กับเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดกับอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว อัตราที่ศาลชั้นต้นกำหนดยังต่ำกว่าที่กฎหมายให้อำนาจอยู่มาก จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทราชาเงินทุนจำกัด ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2522 จำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันกระทำละเมิดต่อบริษัทราชาเงินทุน จำกัดบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งห้าต้องเสียประโยชน์ไม่ได้รับการชำระหนี้ โจทก์ทั้งห้าจึงใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ฟ้องคดีในนามของโจทก์ทั้งห้าเอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบแปดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทราชาเงินทุนจำกัด จำนวน 5,857,335,703.17 บาทจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย

โจทก์ฟ้องตั้งข้อหาละเมิดเป็นการส่วนตัวของบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ไม่เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิแทนลูกหนี้ได้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 มิได้กระทำละเมิดต่อบริษัทราชาเงินทุนจำกัด ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุม ไกลว่าเหตุและไม่มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมายจำเลยที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 12 และที่ 14 ถึง 18 ให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์มิได้เป็นเจ้าหนี้บริษัทราชาเงินทุนจำกัด ความจริงโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นลูกหนี้บริษัทราชาเงินทุน จำกัด อยู่จำนวน721.8 ล้านบาท ส่วนโจทก์ที่ 4 และที่ 5 ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 12 และที่ 14 ถึง 18 ไม่ได้ทำละเมิดต่อบริษัทราชาเงินทุนจำกัด โจทก์ไม่มีอำนาจที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทราชาเงินทุนจำกัด

ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง โจทก์คำนวณตามความพอใจและเป็นการคาดหมายในอนาคตซึ่งไม่มีทางจะเป็นไปได้จำเลยที่ 13 ให้การว่า จำเลยที่ 13 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จำเลยที่ 13 ไม่เคยทำให้โจทก์เสียหายเพราะไม่ได้ทำละเมิดต่อบริษัทราชาเงินทุน จำกัด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทราชาเงินทุน จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกบริษัทราชาเงินทุน จำกัด จำเลยที่ 19จำเลยที่ 19 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 19 มิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ตามฟ้อง แต่เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจที่จะใช้สิทธิเรียกร้องแทน จำเลยที่ 19ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทายาทของจำเลยที่ 2เข้ามาเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นอนุญาต และระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 4 และที่ 5ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้" ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว การที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในนามของตนเองเพื่อป้องกันสิทธิของตนนั้น นอกจากลูกหนี้จะต้องขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว

กฎหมายยังกำหนดต่อไปว่า การขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเช่นนั้น ต้องทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์ด้วย ซึ่งหมายความว่า ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีอยู่ โดยไม่ต้องใช้สิทธิเรียกร้องนี้ไม่พอจะชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เพราะหากลูกหนี้มีทรัพย์สินอยู่พอที่จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้แล้ว การที่ลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง ก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์แต่ประการใด ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 19 มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามตั๋วเงินจำนวน 58,267,483.30 บาท แต่โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 18 กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 19 แล้ว หากมีการชำระบัญชีถึงที่สุด

จำเลยที่ 19 มีความสามารถชำระหนี้เป็นเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ 19 มีทรัพย์สินประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งหากโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าหนี้จำนวนดังกล่าวจริง ทรัพย์สินของจำเลยที่ 19 ก็สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 1 ได้ครบถ้วน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 18 กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 19 และจำเลยที่ 19 ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องก็หาทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดไม่ โจทก์ที่ 1จึงไม่สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 233 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 18 ได้ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องปัญหาต่อมาโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า

ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ทั้งห้าร่วมกันชำระค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสิบเก้า จำนวน5,000,000 บาท เป็นการไม่ชอบ และโจทก์ที่ 1 ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้แต่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหาให้เป็นการไม่ชอบด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ย่อมเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ปัญหาว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ที่ 1ร่วมกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ใช่ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสิบเก้าเป็นเงิน 5,000,000 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่าการกำหนดค่าทนายความแก่ผู้ชนะคดีเป็นดุลพินิจของศาล คดีนี้โจทก์ฟ้องในทุนทรัพย์ถึง5,857 ล้านบาทเศษ ซึ่งตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะ โดยพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้น

เฉพาะในศาลชั้นต้นอัตราขั้นสูงไม่เกินร้อยละ 5ของทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความ 5,000,000 บาทเพราะเหตุคดีมีทุนทรัพย์สูงและใช้เวลาพิจารณานานเกือบ 7 ปีกับเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดกับอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว อัตราที่ศาลชั้นต้นกำหนดยังต่ำกว่าที่กฎหมายให้อำนาจอยู่มากจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนัด หมายสวัสดิ์ · มงคล สระฏัน · โสภณ รอดหิรัญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้