Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5397/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พินัยกรรมจะมีผลต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายดังนั้นในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่พินัยกรรมยังไม่มีผลบังคับผู้ทำพินัยกรรมสามารถทำนิติกรรมผูกพันทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรมได้อย่างเต็มที่หากผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายก่อนทำนิติกรรมสำเร็จทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ทำพินัยกรรมที่มีต่อทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นโดยผลแห่งกฎหมายอยู่แล้วไม่จำต้องกล่าวถึงพินัยกรรมไว้ในนิติกรรมที่ทำนั้นแต่อย่างใด กฎหมายไม่มีข้อห้ามมิให้ผู้รับมรดกรู้ข้อความในพินัยกรรมล่วงหน้าทั้งไม่มีข้อห้ามญาติใกล้ชิดเป็นพยานในพินัยกรรมฉะนั้นการที่อ. ซึ่งเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมได้ล่วงรู้ข้อความในพินัยกรรมและน. กับร. ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมเป็นเพียงญาติใกล้ชิดกับผู้รับพินัยกรรมเท่านั้นมิได้มีส่วนได้เสียในพินัยกรรมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องจากนางชมผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญ แจ่มสว่าง ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงทำการไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญผู้ตายต่อมานายอิน เกิดนา สามีไม่จดทะเบียนสมรสของนางเชิญผู้ตายยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินตามคำร้องให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียเพราะถูกตัดโดยพินัยกรรมขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งนายอินเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ระหว่างพิจารณานายอินถึงแก่ความตายนางสาวอาวรณ์ เกิดนา น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายอินยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความของนายอิน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความเพราะสิทธิจัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจรับมรดกความกันได้ต่อมานางสาวอาวรณ์ เกิดนา ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทนเนื่องจากนางเชิญเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่นายอินและก่อนนายอินถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทรัพย์มรดกรายนี้แก่ผู้คัดค้านผู้ร้องคัดค้านว่า พินัยกรรมของนางเชิญไม่สมบูรณ์ส่วนพินัยกรรมของนายอินเป็นพินัยกรรมปลอมเพราะลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ของนายอิน ขอให้ยกคำคัดค้านศาลชั้นต้นพิพากษายกคำคัดค้านผู้คัดค้านอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ถอนนางชม วิยาภรณ์ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญ แจ่มสว่างแล้วให้นางสาวอาภรณ์ เกิดนา ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก(ตามพินัยกรรม) ของนางเชิญ แจ่มสว่าง ผู้ตายให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายผู้ร้อง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางเชิญ แจ่มสว่าง มีทรัพย์สินคือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1125 ตำบลปลายคลองกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ นางเชิญทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวบางส่วนแก่นางพเยาว์ แจ่มสว่างและนางชุติมา เมธาจิตติพันธ์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2534เป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ แต่ก่อนทำการซื้อขายกันเสร็จสิ้นนางเชิญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2534 ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกับนางเชิญ เจ้ามรดกได้ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญโดยอ้างว่านางเชิญมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกแก่ผู้ใด และนางเชิญไม่มีทายาทอื่น

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนางเชิญ ต่อมานายอินเกิดนา สามีไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนางเชิญยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งนายอินเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญแทนเพราะนางเชิญทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค.3 ยกทรัพย์มรดกแก่นายอินระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นนายอินถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมานางสาวอาวรณ์ เกิดนายื่นคำคัดค้านว่านายอินทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกแก่นางสาวอาวรณ์ตามเอกสารหมาย ร.ค.6 ขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญและตั้งนางสาวอาวรณ์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญแทน และคู่ความแถลงรับกันว่าผู้ร้องและนางสาวอาวรณ์ผู้คัดค้านต่างก็มิได้เป็นบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือคนล้มละลาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งตั้งนางสาวอาวรณ์ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญ แจ่มสว่างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกอ้างว่านางเชิญไม่มีเจตนาทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกแก่นายอิน เพราะหลังจากทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค.3 แล้ว นางเชิญให้นายทองหล่ออยู่บำรุง ทำสัญญาจะขายที่ดินตามพินัยกรรมบางส่วนแก่ผู้มีชื่อโดยนายอินลงชื่อเป็นพยานและในฐานะสามีผู้ให้ความยินยอมโดยมิได้กล่าวถึงพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.ค.3 ว่าถ้าผู้ทำพินัยกรรมตายก่อนทำสัญญาซื้อขายสำเร็จจะจัดการอย่างไรต่อไปเห็นว่า พินัยกรรมมีผลต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย ดังนั้น ในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่

พินัยกรรมยังไม่มีผลบังคับ ผู้ทำพินัยกรรมสามารถทำนิติกรรมผูกพันทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรมได้อย่างเต็มที่ หากผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายก่อนทำนิติกรรมสำเร็จ ทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมย่อมต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ทำพินัยกรรมที่มีต่อทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นโดยผลแห่งกฎหมายอยู่แล้วไม่จำต้องกล่าวถึงพินัยกรรมไว้ในสัญญาจะซื้อขายแต่อย่างใด และนายสุทิน วิยาภรณ์ นายเสวก แจ่มสว่างและพันตรีบุญเพิ่ม แจ่มสว่าง พยานผู้ร้องเบิกความต้องกันว่าถ้านางเชิญต้องการทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ จะต้องให้นายทองหล่ออยู่บำรุง เป็นผู้ทำให้ และนายสุทินเบิกความตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านว่านายทองหล่อเคยเล่าให้นายสุทินฟังว่านายทองหล่อเป็นผู้เขียนพินัยกรรมของนางเชิญที่ยกทรัพย์มรดกแก่นายอินตามเอกสารหมาย

ร.ค.4 เมื่อฟังประกอบกับการที่นายทองหล่อพยานผู้คัดค้านเบิกความว่านายทองหล่อเป็นผู้เขียนข้อความในเอกสารหมาย ร.ค.4 ลงชื่อในฐานะผู้เขียนและพยาน ขณะนางเชิญลงชื่อในเอกสารหมาย ร.ค.4 นายไพบูลย์ ศรีสวัสดิ์ อยู่ต่อหน้านางเชิญ ก่อนที่นายทองหล่อจะให้นางเชิญลงชื่อได้อ่านข้อความในเอกสารหมาย ร.ค.4 ให้นางเชิญฟังแล้วซึ่งนายไพบูลย์ผู้ลงนามเป็นพยานในเอกสารหมาย ร.ค.4 เบิกความยืนยันว่าก่อนนายไพบูลย์จะลงนามในเอกสารหมาย ร.ค.4 ได้มีการอ่านข้อความในเอกสารหมายร.ค.4 ให้นายไพบูลย์ฟัง และนายไพบูลย์สอบถามนางเชิญว่าถูกต้องตามความประสงค์หรือไม่ นางเชิญว่าถูกต้อง ดังนั้นเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2534 นางเชิญมีเจตนาทำเอกสารหมาย

ร.ค.4 ไว้เป็นหลักฐาน และข้อความในเอกสารหมาย ร.ค.4 ที่ว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่มรณกรรมลงให้นายอิน เกิดนาเป็นผู้จัดการรับมรดกแต่ผู้เดียว" มีความหมายว่านางเชิญเจตนาทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1125 ตำบลปลายคลองกระทุ่มแบน อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครเฉพาะส่วนของนางเชิญให้เป็นมรดกตกแก่นายอินโดยให้นายอินไปดำเนินการรับมรดกแต่ผู้เดียว มิได้แปลว่าให้นายอินเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญดังผู้ร้องอ้าง ดังนั้น การที่นางเชิญทำพินัยกรรมยกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1125 ตำบลปลายคลองกระทุ่มแบนอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เฉพาะส่วนของนางเชิญแก่นายอินอีกครั้ง ตามเอกสารหมาย ร.ค.3 หลังจากทำพินัยกรรมเอกสารหมาย

ร.ค.4 แล้ว 2 เดือนจึงเป็นการยืนยันตามเจตนาเดิมส่วนปัญหาว่าเหตุใดนางเชิญจึงต้องทำพินัยกรรมถึง 2 ฉบับก็ได้ความจากนายนรา สุขเนาว์ พยานผู้คัดค้านว่าก่อนหน้าที่จะทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค.3 นางเชิญเคยทำพินัยกรรมไว้1 ฉบับยกทรัพย์สินทั้งหมดแก่นายอินแต่หาพินัยกรรมดังกล่าวไม่พบไม่ทราบว่าเก็บไว้ที่ใดจึงต้องทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค.3ขึ้น พินัยกรรมที่หายไปตามเอกสารหมาย ร.ค.4 นายอินนำมามอบแก่นายนราหลังจากนางเชิญตายแล้ว ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่สมควรการกระทำของนางเชิญที่ทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.ค.3 จึงไม่มีพิรุธให้เห็นว่าเป็นกรณีที่นางเชิญไม่มีเจตนาทำพินัยกรรมดังผู้ร้องอ้างที่ผู้ร้องฎีกาข้อต่อมาว่า นางสาวนงลักษณ์

แจ่มแจ้งและนายนราเบิกความว่า นางเชิญลงลายมือชื่อในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค.3 ต่อหน้าพยานทั้งสามคนไม่น่าเชื่อถือเพราะพันตรีบุญเพิ่มเบิกความว่าขณะพันตรีบุญเพิ่มลงลายมือชื่อในพินัยกรรมมีนายอินและพันตรีบุญเพิ่มอยู่ด้วยกันเพียงสองคนเท่านั้น เห็นว่า แม้พันตรีบุญเพิ่มจะอ้างว่าขณะที่พันตรีบุญเพิ่มลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมนางสาวนงลักษณ์และนายนราไม่ได้อยู่ด้วย แต่ข้อที่ว่านางเชิญลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านางสาวนงลักษณ์และนายนราหรือไม่ และนางสาวนงลักษณ์และนายนราลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของนางเชิญในขณะนั้นหรือไม่ พันตรีบุญเพิ่มรวมตลอดถึงพยานผู้ร้องคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้เบิกความถึง พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานผู้ร้อง

น่าเชื่อว่าขณะทำพินัยกรรมตามเอกสารหมายร.ค.3 นางเชิญผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกันคือนางสาวนงลักษณ์และนายนรา และพยานทั้งสองคนดังกล่าวลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของนางเชิญผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นเป็นผลให้พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค.3 มีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมาย และเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมตามเอกสารหมายร.ค.4 ซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับก่อนไปในตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1694 ที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่านายอินเป็นผู้ล่วงรู้ข้อความในพินัยกรรมก่อนเป็นการไม่ชอบ นายนราผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีโดยเป็นหลานผู้คัดค้านทั้งพักอยู่บ้านเรือนเดียวกัน และเป็นทนายให้ผู้คัดค้านส่วนนางสาวนงลักษณ์พยานในพินัยกรรมไม่มีลักษณะของความเป็นกลางเพราะเคยอาศัยอยู่กับน้องสาวของนายอินและเป็นญาติของผู้คัดค้านเห็นว่า

กฎหมายไม่มีข้อห้ามมิให้ผู้รับมรดกรู้ข้อความในพินัยกรรมล่วงหน้า ทั้งไม่มีข้อห้ามญาติใกล้ชิดเป็นพยานในพินัยกรรม ดังนั้นการที่นายอินเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนางเชิญและนางสาวนงลักษณ์เป็นพยานในพินัยกรรมจึงไม่ขัดต่อกฎหมายส่วนนายนรามีลักษณะเป็นเพียงญาติใกล้ชิดกับผู้รับพินัยกรรมเท่านั้น มิได้มีส่วนได้เสียในพินัยกรรมดังผู้ร้องอ้าง กรณีผู้ร้องอ้างเอกสารหมาย ร.1 ที่มีข้อความว่านายอินแสดงเจตนาไว้ว่าเมื่อรับมรดกของนางเชิญแล้วจะแบ่งให้ผู้มีชื่อและผู้ร้องบางส่วนที่เหลือจะตั้งเป็นมูลนิธินั้น ผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าเอกสารหมาย ร.1 ดังกล่าวเป็นเอกสารที่นายอินทำขึ้นจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังที่ผู้ร้องฎีกาว่า

ผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางเชิญผู้ตาย ผู้คัดค้านจะมาจัดการทรัพย์มรดกของนางเชิญไม่ได้นั้น เห็นว่าศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่าพินัยกรรมที่นางเชิญเจ้ามรดกทำไว้ตามเอกสารหมาย ร.ค.3 มีผลบังคับได้ตามกฎหมายทำให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมดังกล่าวตกได้แก่นายอิน และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยพินัยกรรมคนหนึ่งของนางอิน ตามพินัยกรรมเอกสารหมายร.ค.6 ซึ่งผู้ร้องมิได้ฎีกาโต้แย้งในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยพินัยกรรมคนหนึ่งของนายอิน จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายอินด้วย และกองมรดกของนางเชิญที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้ก็ตกเป็นกองมรดกของนายอินแล้วตามที่ได้วินิจฉัยมา จึงฟังได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางเชิญตามพินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ส่วนผู้ร้องมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางเชิญเนื่องจากถูกตัดโดยพินัยกรรมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชิญผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้