Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5382/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268ประกอบด้วยมาตรา 266,341 เมื่อข้อหาใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนักไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ข้อหาฉ้อโกงตามมาตรา 341ซึ่งเป็นบทที่เบากว่า จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปลอมตั๋วแลกเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองคอนสตรัคชั่นจำนวนเงินห้าสิบล้านบาทซึ่งออกให้แก่จำเลยที่ 2 และร่วมกันปลอมหนังสือของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เรื่องการอาวัลตั๋วแลกเงินดังกล่าวทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องและผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่ แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดธนาคารนครหลวงไทยจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองคอนสตรัคชั่น นายฆฤณ มหาดำรงค์กุล นายบุญช่วย พรศรีสุขนายจารุชาติ งามสกุลรุ่งโรจน์ นายมานิตย์ มิตรชัยนางสาวทิพย์รัตน์ ปัทมะสังข์ ผู้อื่นและประชาชนและจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้เอกสารที่ปลอมขึ้นดังกล่าวไปแสดงต่อธนาคารกรุงเทพ

จำกัด สาขาลุมพินี ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ตั๋วแลกเงินและหนังสือรับรองการอาวัลเป็นเอกสารที่แท้จริงและทำการขายลดให้แก่ธนาคารดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจำนวน 48,354,109.61 บาท จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลุมพินี ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 264,266, 268, 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้หรือค้นเงินจำนวน2,110,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย ริบตั๋วเงินปลอมเอกสารปลอม ส่วนทรัพย์สินของกลางอื่นคืนเจ้าของ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268, 341, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษความผิดฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 1ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ให้ จำเลยที่ 1ใช้หรือคืนเงินจำนวน 2,110,000 บาท แก่ผู้เสียหายริบตั๋วเงินและหนังสืออาวัลตั๋วปลอม ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วย266,341.83 ให้ลงโทษตามมาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 4 ปี และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2,110,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความในเบื้องต้นว่าเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งมีข้อความระบุว่าเป็นตั๋วแลกเงินที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งเรืองคอนสตรัคชั่น สัญญาจะใช้เงิน50,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 ตุลาคม 2532 โดยมีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาเพชรบุรี เป็นผู้อาวัลกับเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งมีข้อความยืนยันการอาวัลตั๋วแลกเงินฉบับดังกล่าว เป็นเอกสารหลอม ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายลดตั๋วแลกเงินตามเอกสารหมายจ.3 แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลุมพินี และนำเงินที่ขายได้หลังจากหักส่วนลดแล้วเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารดังกล่าว จำนวน 48,354,109.61 บาท ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2532 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีนายสราวุธ วงศ์ใหญ่ ผู้ช่วยผู้จัดการด้านการธนาคารของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลุมพินีเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ไปติดต่อกับพยานจะนำตั๋วแลกเงินขายลดกับ ธนาคารสองครั้งคือก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ครั้งหนึ่ง กับวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งแรกพยานแนะนำให้จำเลยที่ 1 ไปพบผู้จัดการสาขา ครั้งที่สองแนะนำให้ไปติดต่อกับนายจารุชาติ งามสกุลรุ่งโรจน์ เจ้าหน้าที่อำนวยการสินเชื่อของธนาคาร กับได้ความจากคำเบิกความของนายจารุชาติพยานโจทก์ซึ่งเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายสราวุธว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา พยานได้ต้อนรับจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 3 คน โดยจำเลยที่ 1 ได้นำสำเนาตั๋วแลกเงินที่จะขายไปด้วย

พยานได้เชิญจำเลยทั้งสองไปพบนายดิเรก ชูสถานผู้ช่วยผู้จัดการด้านสินเชื่อ พยานได้สอบถามจำเลยทั้งสองด้วยว่าจะนำเงินขายลดตั๋วแลกเงินไปใช้อะไร จำเลยที่ 1 บอกว่าจะนำไปซื้อใบยาสูบเพื่อส่งออก โดยส่วนหนึ่งจะฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลุมพินี แล้วจำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 10,000 บาท เปิดบัญชีกระแสรายวันในนามจำเลยที่ 2 จากนั้นพยานได้พูดคุยกับจำเลยที่ 1 ถึงเรื่องการเปิดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และเรื่องการออกแคชเชียร์เช็ค จำเลยที่ 2ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินตามเอกสารหมาย จ.19เมื่อดำเนินการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสองได้ออกจากธนาคารขึ้นรถยนต์ไปด้วยกัน ในวันรุ่งขึ้น หลังจากรู้เรื่องการปลอมและใช้เอกสารปลอมแล้ว

พยานนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่ทำการ ร.ส.พ. ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นในการปลอมเอกสารแต่รับว่าได้เสนอเงื่อนไขว่าจะคืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาถนนศรีอยุธยาให้แต่ขอทางธนาคารอย่าเอาเรื่อง กับได้ความจากคำของนายดิเรก พยานโจทก์เบิกความยืนยันด้วยว่า จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับ พยานเรื่องการขายลดตั๋วแลกเงินตามที่นายสราวุธ แนะนำพยานได้มอบหมายให้นายมานิตย์ มิตรชัย หัวหน้าหน่วยสินเชื่อไปติดต่อขอรับต้นฉบับตั๋วแลกเงินกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัดโดยจำเลยกับพวกนายมานิตย์ นายมานิตย์ พยานโจทก์เบิกความยืนยันทำนองเดียวกัน เห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ดังกล่าว

เมื่อประกอบกันแล้วฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการขายลดตั๋วแลกเงินตามเอกสารหมาย จ.3 กับจำเลยที่ 2 กับพวกจริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างหลักฐาน ที่อยู่และนำสืบว่ามีผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเพื่อฝากเงินจำนวน 10,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8นั้น ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ ชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินและจัดการให้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายลดตั๋วแลกเงินดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าตั๋วแลกเงินดังกล่าวเป็นตั๋วแลกเงินปลอม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 ไป กับจำเลยที่ 1 เพื่อติดต่อขายลดตั๋วแลกเงินปลอมกับธนาคารกรุงเทพจำกัด

สาขาลุมพินี ตลอดจนร่วมเดินทางไปธนาคารนครหลวงไทยจำกัด กับจำเลยที่ 1 กับพวกทำทีไปรับต้นฉบับตั๋วแลกเงินจากธนาคารนั้น กับใช้ชื่อของตนเป็นผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินปลอมจำนวนถึง 50,000,000 บาท และร่วมมือในการขายลดตั๋วแลกเงินปลอม ตลอดจนเปิดบัญชีกระแสรายวันแล้วนำเงินที่ได้จากการขายลดตั๋วแลกเงินปลอมผ่านบัญชีนั้น แล้วถอนเงินออกในวันเดียวกันเกือบหมดบัญชีอันเป็นวิธีการยักย้ายเงินออกจากธนาคาร อย่างฉับพลันย่อมเป็นข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้เห็นว่าตั๋วแลกเงินนั้นเป็นตั๋วแลกเงินปลอมมาตั้งแต่แรกโดยได้ร่วมมือกับจำเลยที่ 1 กับพวกวางแผนใช้ตั๋วแลกเงินปลอม หลอกลวงธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลุมพินี

จนได้เงินไปจากธนาคาร การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิด ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อกฎหมายว่าข้อหาฉ้อโกงเสร็จเด็ดขาดเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท เมื่อข้อหาใช้เอกสารปลอมซึ่งเป็นบทหนักไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ข้อหาฉ้อโกงจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จิระ บุญพจนสุนทร · สมาน เวทวินิจ · สมิทธิ์ วราอุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้