Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5373/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่1เป็นผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่1พอใจราคาตามที่จำเลยที่1สำแดงและเห็นว่าใบเสร็จรับเงินในการเสียภาษีอากรขาเข้าจำนวนเงินตรงกับหลักฐานการนำเข้าจึงตรวจปล่อยสินค้าไปต่อมาโจทก์ที่1ตรวจพบว่าใบเสร็จรับเงินในการเสียภาษีอากรขาเข้าเป็นเอกสารปลอมโดยจำเลยที่6ซึ่งมีจำเลยที่7เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ทำปลอมขึ้นและใช้แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่1ทำให้สำคัญผิดว่าจำเลยที่1ชำระภาษีอากรขาเข้าถูกต้องแล้วจึงตรวจปล่อยสินค้าไปกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องที่รัฐใช้สิทธิฟ้องเรียกเอาค่าภาษีในกรณีที่จำเลยที่1ยื่นใบขนสินค้าสำแดงรายการถูกต้องพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่1รับใบขนสินค้ารับรองเอกสารกับทั้งได้ตรวจสอบสินค้าของจำเลยที่1เป็นที่ถูกต้องแล้วจึงบันทึกตรวจปล่อยส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่1รับไปจากอารักขาของโจทก์ที่1กรณีจึงมิใช่จำเลยที่1หลีกเลี่ยงซ่อนเร้นการเสียภาษีหรือไม่ยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรียกเก็บภาษีอันจะถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา27และ99แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากรพ.ศ.2469ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่1ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่2ถึงที่5ดังนั้นคดีนี้จึงมีอายุความ10ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา167เดิม(มาตรา193/31ที่แก้ไขใหม่) แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่1ยังมิได้ชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่1และที่3ได้ให้การต่อสู้คดีโดยยกเหตุอายุความขึ้นต่อสู้และคดีฟังได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วจำเลยที่1ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเจ้าของสินค้าและจำเลยที่3หุ้นส่วนผู้จัดการจึงมีสิทธิจะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้และการที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้การที่จำเลยที่1และที่3ยื่นคำให้การต่อสู้เรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา59(1)ให้ถือว่าทำแทนซึ่งกันและกันจำเลยที่2ที่4และที่5ซึ่งเป็นหุ้นส่วนย่อมได้รับผลแห่งอายุความด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 387,907.07 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และร่วมกันชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 109,458.97 บาท เป็นรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 10 ปีคดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 6 และที่ 7ร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 387,907.07 บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าจำนวน 109,457.97 บาท เป็นรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2523 ปรากฏตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 18 และ 19พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 พอใจราคาตามที่จำเลยที่ 1สำแดงและเห็นว่าใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีอากรขาเข้าตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 26 จำนวนเงินตรงกับหลักฐานการนำเข้าจึงตรวจปล่อยสินค้าไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2523 ต่อมามีผู้แจ้งความนำจับว่าจำเลยที่ 1 ลักลอบนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชำระค่าภาษีอากรขาเข้าโดยการปลอมใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 31 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1จึงตรวจค้นห้างจำเลยที่ 1 พบเอกสารต่าง

ๆ ที่เป็นหลักฐานการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรมีจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนในการผ่านพิธีการทางศุลกากรตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 27 ถึง 30จากการตรวจสอบใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 26 พบว่าเป็นเอกสารปลอม โดยจำเลยที่ 6 ซึ่งมีจำเลยที่ 7 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ทำการปลอมขึ้นและใช้แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ให้เข้าใจผิดว่า จำเลยที่ 1 ชำระภาษีอากรขาเข้าถูกต้องแล้วจึงตรวจปล่อยสินค้าไป ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 46 และ 47 ยืนยันว่าจำเลยที่ 1ไม่มีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารของจำเลยที่ 7 แต่เพื่อให้ความร่วมมือกับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระภาษีอากรที่ขาดโดยของดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยังไม่ได้ชำระภาษีอากรขาเข้าและเงินเพิ่มตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์มีว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่าพฤติการณ์การกระทำการปลอมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีอากรขาเข้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 26 ของจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 7เป็นการหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรให้แก่รัฐ ซึ่งจำเลยที่ 1ในฐานะตัวการผู้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรต้องรับผิดในการกระทำดังกล่าวตามนัยมาตรา 820 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และในกรณีการหลีกเลี่ยงอากรนั้นตามนัยมาตรา 10 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 กำหนดมิให้ใช้อายุความ 10 ปีคดีนี้จึงถือเป็นความผิดในมูลคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามมาตรา 265, 268 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีอายุความ 15 ปี ตามอายุความในคดีอาญาฉะนั้นอายุความในการฟ้องเรียกค่าภาษีอากรของโจทก์ในคดีนี้จึงมีอายุความ 15 ปี

มิใช่อายุความ 10 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่ากรณีที่ตัวการจะมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่ตัวแทนกระทำไปต้องเป็นกรณีที่ตัวแทนได้กระทำตามอำนาจหน้าที่โดยชอบในขอบอำนาจแห่งฐานะตัวแทนแต่ตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยที่ 6โดยจำเลยที่ 7 ตัวแทนกระทำการโดยทุจริตต่อหน้าที่ โดยการปลอมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีอากรขาเข้าและใช้ใบเสร็จรับเงินปลอมอันเป็นการกระทำนอกขอบอำนาจแห่งฐานะตัวแทน ซึ่งจำเลยที่ 1มิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในการกระทำดังกล่าวของตัวแทนแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าคดีนี้มีอายุความ 15 ปี นั้น เห็นว่ากรณีที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องที่รัฐใช้สิทธิฟ้องเรียกเอาค่าภาษีในกรณีที่จำเลยที่ 1 นำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้จากเอกสารและทางนำสืบของโจทก์เองว่า

จำเลยที่ 1 ยื่นใบขนสินค้าสำแดงรายการถูกต้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1รับใบขนสินค้า ได้ตรวจสอบ รับรองเอกสารกับทั้งได้ตรวจสอบสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นที่ถูกต้องแล้ว จึงบันทึกตรวจปล่อยส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 รับไปจากอารักขาของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่13 สิงหาคม 2523 กรณีจึงมิใช่จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยง ซ่อนเร้นการเสียภาษี หรือไม่ยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรียกเก็บภาษีอันจะถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 27 และ 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมโจทก์ทั้งสองมีนายสถิตย์ ลีเขาสูง เบิกความเป็นพยานว่าพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมทั้งไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ดังนั้นคดีนี้จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 167 เดิม (มาตรา 193/31 ที่แก้ไขใหม่)

แม้ตามเอกสารหมายจ.1 แผ่นที่ 46 และ 47 จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะทำความตกลงระงับคดีจึงทำหนังสือยื่นต่อผู้อำนวยการกองนิติการของโจทก์ที่ 1ยอมชำระภาษีอากรที่ขาดโดยขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เอกสารฉบับนี้ลงวันที่ 4 มีนาคม 2534 เป็นการยอมรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 1 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและต้องตั้งต้นนับอายุความใหม่นับแต่วันดังกล่าวโดยถืออายุความเดิม เมื่อโจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 หลังจากเกิน 10 ปี นับจากวันที่จำเลยที่ 1ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความในปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้การต่อสู้คดีโดยยกเหตุอายุความขึ้นต่อสู้และคดีฟังได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเจ้าของสินค้าและจำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการจึงมีสิทธิจะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ และโดยที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำให้การต่อสู้เรื่องอายุความ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 59(1) ให้ถือว่าจำเลยทำแทนซึ่งกันและกัน จำเลยที่ 2 ที่ 4และที่ 5 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนย่อมได้รับผลแห่งอายุความด้วย จำเลยที่ 2ที่ 4 และที่ 5 จึงมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้เช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ถึงที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำลอง สุขศิริ · นิเวศน์ คำผอง · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้