เนื้อความคำพิพากษา
การที่จำเลยทั้งสามทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติและมีไม้สักที่มิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง แม้ไม้สักที่จำเลยทั้งสามทำและมีไว้ในครอบครองจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง อันเป็นบทหนักที่สุดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะบทกฎหมายดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแต่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคสองมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้โทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 11, 73 วรรคสอง จึงหนักกว่าโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานทำไม้สักในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.