Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทนายโจทก์ไม่ได้ไปยังที่ทำการที่ดินอำเภอเมื่อเวลา 10.45 นาฬิกา แต่โจทก์ไปถึงเวลา12 นาฬิกาเศษ เป็นการพ้นเวลานัดโจทก์จึงเป็นผู้ผิดนัด เมื่อโจทก์อ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ผิดนัด จึงมีประเด็นเรื่องผิดนัดเป็นกรณีที่พิพาทกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยให้ เมื่อมิได้วินิจฉัยศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่ควรขยายระยะเวลาให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียม ต้องสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ เป็นประเด็นเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยร่วมจะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แต่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ในคำแก้อุทธรณ์ถือว่าเป็นประเด็นพิพาทในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ให้ ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งหกสำนวนนี้สืบเนื่องมาจากนางสาวชุมพร พรหมมาวินจำเลยร่วมในสำนวนแรก และเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่ 2 ถึงที่ 5ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าจำเลยร่วมกับจำเลยในสำนวนที่ 6 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกสำนวนซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกัน และโจทก์จะไปรับโอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมทั้งชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยร่วมและจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่ 6 ในวันที่ 20 ตุลาคม 2532 เวลา 11 นาฬิกา ถ้าหากโจทก์ไม่ไปถือว่าโจทก์ผิดนัดไม่ติดใจที่จะฟ้องจำเลยทุกสำนวนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีก สัญญาประนีประนอมยอมความให้มีผลบังคับร่วมกันทั้งหกสำนวนต่อมาจำเลยร่วมยื่นคำแถลงว่า โจทก์ผิดนัดไม่ไปรับโอนสิทธิในที่ดินพิพาท ส่วนโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้ผิดนัด ขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินโอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ศาลชั้นต้นนัดสอบถามแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ผิดนัดทั้งหกสำนวนโจทก์ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนทั้งหกสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งหกสำนวนฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ และจำเลยร่วมแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีทั้งหกสำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้ร่วมการไต่สวนคดีทั้งหกสำนวนเข้าด้วยกันแล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ผิดนัด ให้ยกคำร้องของโจทก์โจทก์ทั้งหกสำนวนและจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ทั้งหกสำนวนและจำเลยร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เบื้องต้นจะได้วินิจฉัยฎีกาโจทก์ที่ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่ ฝ่ายโจทก์อ้างว่าในวันนัดโอนที่ดินตามคำพิพากษาที่พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จะทำการโอนที่ดินในวันที่ 20 ตุลาคม 2532 เวลา 11 นาฬิกา ตัวโจทก์ได้ไปถึงสำนักงานที่ดิน

อำเภอแม่ริมเวลา 12 นาฬิกาเศษ แต่ทนายความของโจทก์ได้ไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริมตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกาเศษ...พยานหลักฐานจำเลยร่วมมีน้ำหนักดีกว่าโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายมนูทนายโจทก์มิได้ไปถึงสำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริมตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกาเศษ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าไปถึงสำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริมเมื่อเวลา 12.10 นาฬิกาไม่ถือว่าเป็นการผิดนัด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้เบิกความต่อสู้ไว้เป็นการไม่ชอบนั้น ในข้อนี้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่านายมนูทนายโจทก์ไม่ได้ไปยังที่ทำการที่ดินอำเภอแม่ริม (สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ริม) เมื่อเวลา 10.45 นาฬิกา แต่โจทก์ไปถึงเมื่อเวลา 12 นาฬิกาเศษ เป็นการพ้นเวลานัดโจทก์จึงเป็นผู้ผิดนัด

เมื่อโจทก์อ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดเพราะให้นายมนูไปยังสำนักงานที่ดินก่อนและตัวโจทก์ไปถึงเมื่อเวลา 12 นาฬิกาเศษจึงมีประเด็นเรื่องผิดนัดและศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงเรื่องที่โจทก์ไปถึงสำนักงานที่ดินเวลา 12 นาฬิกาเศษว่าเป็นการผิดนัด เป็นกรณีที่พิพาทกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะต้องวินิจฉัยให้ เมื่อมิได้วินิจฉัยศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคู่ความตกลงกันจะทำการโอนในเวลา 11 นาฬิกา เป็นการสมัครใจตกลงกำหนดเวลากันไว้ จึงถือว่าเวลาที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเวลาที่กำหนดไว้ โจทก์จึงเป็นผู้ผิดนัด ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...ต่อไปจะได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยร่วมที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่ควรขยายระยะเวลาให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมต้องสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยร่วมจะมิได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แต่จำเลยร่วมก็ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ในคำแก้อุทธรณ์ถือว่าเป็นประเด็นพิพาทในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาชอบที่จะหยิบยกขึ้นพิจารณาและพิพากษาว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวจำเลยร่วมได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้แล้วในตอนแก้อุทธรณ์โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ให้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 โดยเสียค่าขึ้นศาลมาเพียงสำนวนเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งเมื่อวันที่4 มิถุนายน 2534 ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลให้ครบทุกสำนวนก่อน และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ให้โจทก์นำค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนจำเลยทุกสำนวนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ด้วยภายใน 7 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์ได้นำค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมจะต้องใช้แทนจำเลยตามที่ศาลชั้นต้นสั่งมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์

เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นใช้อำนาจของศาลที่มีอยู่ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้อง และโจทก์ได้ปฏิบัติตามโดยมิได้ขัดขืน ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจรับอุทธรณ์โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้นอนึ่งปรากฏว่าจำเลยร่วมเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามารวมหกสำนวนโดยจำเลยร่วมไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนที่ 6 จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนของสำนวนที่ 6 ให้แก่จำเลยร่วม"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · นิเวศน์ คำผอง · ประยูร มูลศาสตร์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5001/2562

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องฉบับแรกให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 กันยายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2561

เมื่องานที่โจทก์ทำให้จำเลยชำรุดบกพร่อง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังคงต้องวินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7069/2560

อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ที่ ป. ซึ่งถูกถอนออกจากการเป็นทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น ถือเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2560

ตามฟ้องคดีนี้เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา และศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีเป็นศาลจังหวัด จึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3460/2559

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น ฟ้องโจทก์ยังคงมีคดีส่วนแพ่งต้องพิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้