Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ป.พ.พ. มาตรา 448วรรคแรก กำหนดวิธีการกับอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงไม่ใช่วิธีนับอายุความทั่วไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12) โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสี่จงใจหรือประมาทเลินเล่อปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ตั้งแต่วันที่ 1มิถุนายน 2521 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2523 มูลละเมิดย่อมเกิดอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 เมษายน 2523 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 15เมษายน 2534 ซึ่งล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดแล้วคดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอายุความซึ่งจำเลยทั้งสี่ก็ได้ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นเป็นข้อต่อสู้ฟ้องโจทก์ว่าขาดอายุความ ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสี่ได้.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษี ค่าอากรและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยทั้งสี่รับราชการอยู่ที่ด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลและเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมล่วงเวลาให้เป็นไปโดยถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย กฎกระทรวง ประกาศและระเบียบต่าง ๆ ที่วางไว้ ตลอดจนการเก็บค่าภาษี ค่าอากร ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการเติมน้ำมันของอากาศยานด้วย เมื่อระหว่างวันที่1 มิถุนายน 2521 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2523 ได้มีบริษัทผู้ค้าน้ำมันรวม 3 บริษัท ยื่นคำขอทำการล่วงเวลาเพื่อเติมน้ำมันแก่อากาศยาน ซึ่งจำเลยทั้งสี่มีหน้าที่ควบคุมดูแลเรียกเก็บค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสี่จงใจหรือประมาทเลินเล่อปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง หรือละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบ

กฎกระทรวงและประกาศต่าง ๆ ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันและหรือแยกกันรับผิดต่อโจทก์ตามระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องผิดพลาด พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิด กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และที่ 4ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์จำนวน 812,607.79 บาท จำเลยที่ 2และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์จำนวน 590,833.08 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์จำนวน 174,491.34 บาทต่อมาในปี พ.ศ. 2531 โจทก์ได้ทราบถึงมูลละเมิดแต่ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำละเมิด โจทก์จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อสอบสวนหาตัวผู้กระทำละเมิด และจะต้องรับผิดต่อโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 17เมษายน 2533 โจทก์จึงทราบว่าจำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์และจะต้องรับผิดต่อโจทก์

ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,577,932.21 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 4ร่วมกันรับผิดจำนวน 812,607.79 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดจำนวน 590,833.08 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดจำนวน 174,491.34 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระดอกเบี้ยจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทำการล่วงเวลาเติมน้ำมันอากาศยานจากบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ส่วนการเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาตามฟ้องเป็นการเรียกเก็บเกินโดยมิชอบ โจทก์ไม่เสียหายเพราะค่าธรรมเนียมทำการล่วงเวลาตามฟ้อง นายเรือหรือตัวแทนนายเรือได้ชำระไว้คครบถ้วนถูกต้องแล้ว และตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องในวันชี้สองสถาน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า หากได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นจะทำให้คดีเสร็จไป จึงงดสืบพยานโจทก์และจำเลยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เพิ่งรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2533 เท่ากับว่าโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันดังกล่าว อายุความสิบปี จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันนั้น

ทั้งนี้เพราะการเริ่มนับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ก็ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12) คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12) ที่กำหนดให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ขณะที่จะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปนั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเริ่มนับอายุความสำหรับการบังคับสิทธิเรียกร้องทั่ว ๆ ไป แต่การเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น มาตรา 448 วรรคแรก บัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้นเป็นอันขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด

คดีนี้ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสี่จงใจหรือประมาทเลินเล่อปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาจากบริษัทผู้ค้าน้ำมันไม่ครบถ้วนตามกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2521 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2523ดังนั้น มูลละเมิดคดีนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30เมษายน 2523 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในวันที่ 15 เมษายน 2534ซึ่งล่วงพ้นสิบปี นับแต่วันทำละเมิดแล้ว คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่าเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย

ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 มิได้ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายด้วย ศาลจะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความและยกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ด้วยไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสี่ต่างยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นเป็นข้อต่อสู้ฟ้องโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้นได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24โดยไม่จำเป็นต้องให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอเสียก่อนจึงจะยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคดีที่โจทก์ฟ้องขาดอายุความแล้ว ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสี่เสียได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชัย สายเชื้อ · อากาศ บำรุงชีพ · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้