Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 532857)

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้ ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 กึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่กำหนดให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับผิดกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งให้จำเลยที่ 7 รับผิด โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์คัดค้านแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้หักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 535,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งแทนที่จะรับผิดเพียงหนึ่งในสี่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อหนี้ดังกล่าวศาลชั้นต้นแบ่งความรับผิดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 7 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงไม่ใช่การชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าว จึงเป็นผลให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฟังขึ้นบางส่วน และปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3,200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,915,702.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,190 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 517,500 บาท จำเลยที่ 7 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 517,500 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 267,500 บาท และจำเลยที่ 7 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 267,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด สำหรับโจทก์ที่ 1 นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2541 ส่วนโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท และพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นไปตามที่ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนชนะคดี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อหักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว จึงให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 535,000 บาท และต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 4, ที่ 6 และที่ 7 ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงกันได้ และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2552

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า นายกมล เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 นายพิภพ เป็นสามีของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 3626 บุรีรัมย์ และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 5184 บุรีรัมย์ โดยมีนายลอย เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวันเกิดเหตุนายลอยได้ขับรถบรรทุกพร้อมด้วยรถพ่วงของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีการซ่อมบำรุงรักษาถนนโดยจำเลยที่ 7 เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการซ่อมถนนดังกล่าว และได้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ซ่อมแซมถนนบริเวณที่เกิดเหตุ มีจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 เป็นผู้ควบคุมงาน

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 และที่ 6 จัดให้ลูกจ้างของตนยืนโบกธงเขียว ธงแดง เพื่อให้รถสลับกันวิ่งเพียงช่องทางเดียวที่จะลงจากเนินเขาและขึ้นเนินเขา ได้หยุดรอเพื่อให้อีกทางหนึ่งไปได้ โดยได้ให้สัญญาณธงแดงเพื่อให้รถที่ลงจากเนินเขาหยุดรอ ทำให้มีรถโดยสาร รถจักรยานยนต์ รถยนต์หมายเลขทะเบียน ย - 1036 นครราชสีมา ที่มีนายกมลและนายพิภพนั่งมาด้วย รถกระบะป้ายแดงหมายเลขทะเบียน 32005 และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 พ - 6228 กรุงเทพมหานคร หยุดรอตามลำดับ แต่นายลอยได้ขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงลงจากเนินเขาทางลาดชันและโค้งเฉี่ยวชนรถที่จอดรอสัญญาณธงแดงอยู่ ได้รับความเสียหายและรถพ่วงหลุดจากรถบรรทุกสิบล้อทับรถยนต์คันที่นายกมลและนายพิภพนั่งมา

ทำให้นายกมลและนายพิภพถึงแก่ความตาย และยังมีบุคคลอื่นรวมทั้งนายลอยถึงแก่ความตายด้วย คดีสำหรับโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความมิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 7 ว่า จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพียงใด เห็นว่า บุตรโจทก์ที่ 1 ขณะถึงแก่ความตายมีอายุ 36 ปี

มีรายได้เดือนละ 12,080 บาท ส่วนสามีโจทก์ที่ 2 ขณะถึงแก่ความตายมีอายุ 54 ปี มีรายได้เดือนละ 21,970 บาท โดยผู้ตายทั้งสองรับราชการครู เมื่อพิจารณาถึงเงินเดือนและระยะเวลาที่เหลือในหน้าที่การงานที่ทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องขาดไร้ค่าอุปการะแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 1,000,000 บาทนั้น จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนของค่าปลงศพ จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มิได้นำสืบหักล้างว่าค่าใช้จ่ายตามเอกสารมีจำนวนใดไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอย่างไร และค่าปลงศพที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 70,000 บาท นั้น จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้วเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เพิ่มมากขึ้นกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยโจทก์ที่ 2 มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 6 จึงควรรับผิดค่าขาดไร้อุปการะไม่เกิน 250,000 บาท เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 กึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่กำหนดให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับผิดกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งให้จำเลยที่ 7 รับผิด

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์คัดค้านแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้หักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 535,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งแทนที่จะรับผิดเพียงหนึ่งในสี่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อหนี้ดังกล่าวศาลชั้นต้นแบ่งความรับผิดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 7 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงไม่ใช่การชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวจึงเป็นผลให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฟังขึ้นบางส่วน และปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ที่ 2 ในระหว่างฎีกา จึงเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลเจ็ดในแปดส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสอง พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 นั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2552 ตามที่ตกลงกัน ให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 267,500 บาท ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 267,500 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 11,705 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร · วิรุฬห์ แสงเทียน · สิริรัตน์ จันทรา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายอรุณ ชัยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ1868/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ4060/2541
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3513/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้