Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ลงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2543 ซึ่งออกตามความในมาตรา 5 และมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องเข้าหลักเกณฑ์ 2 ข้อ แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้มีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก หรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามข้อ 2 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าว ดังนั้น การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Carpro" ของจำเลยที่ 1 ที่แม้จะมีเสียงเรียกขานเป็นภาษาไทยเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ก็ไม่ขัดต่อมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 5 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญในการเรียกขานและการจดจำ โดยโจทก์ได้ใช้ จำหน่าย และโฆษณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายของสาธารณชนทั่วประเทศไทย สาธารณชนทั่วไปต่างเรียกขานสินค้าทำความสะอาดรถยนต์ของโจทก์ที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และ "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" โจทก์ได้จัดทำเอกสารแนะนำสินค้าและบริการของโจทก์ หนึ่งในสินค้าที่แนะนำมีสินค้าทำความสะอาดรถยนต์ "คาร์โปร"

รวมอยู่ด้วย และโจทก์ได้ขอรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายชื่อว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" (CARPRO CARWASH SHAMPOO) วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 (SODIUM AURYL SULFATE) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ชนิดของเหลว และได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จำเลยทั้งสองทราบดีว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่สาธารณชนรู้จักแพร่หลายมานาน จำเลยทั้งสองจึงแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงและความแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าโจทก์โดยไม่สุจริต ลวงขายสินค้าทำความสะอาดรถยนต์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครีมขัดเงารถยนต์ และน้ำยาทำความสะอาดรถยนต์ชนิดต่างๆ

ภายใต้เครื่องหมาย CARPRO เป็นสินค้าที่จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และนายชาญวิทย์ อัศวชนะการ ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวก 3 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มานานแล้ว จำเลยทั้งสองทราบเป็นอย่างดี แต่จำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า CARPRO อ่านว่า "คาร์โปร" ซึ่งมีเสียงเรียกขานของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตรงกับเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้า "คาร์โปร" ของโจทก์ ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 447080 ทะเบียนเลขที่ ค 149113 และเป็นสินค้าจำพวก 3 เช่นเดียวกัน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพื่อทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในสินค้า

มีเจตนาแย่งขายสินค้าของโจทก์ ทั้งที่สินค้าของจำเลยทั้งสองยังมิได้ผลิตและจำหน่าย และได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ยุติการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ คาร์โปร์ ทำให้โจทก์ขาดรายได้และเสียหายเป็นอย่างมาก ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 447080 ทะเบียนเลขที่ ค 149113 และห้ามจำเลยทั้งสองใช้ เข้าเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "คาร์โปร" จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และ "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" โจทก์ไม่ได้ใช้คำว่า "คาร์โปร" ก่อนจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างว่าได้ใช้คำว่า "คาร์โปร" มาตั้งแต่ปี 2540 นั้น

ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ได้ทดสอบและวิจัยการตลาดมาตั้งแต่ปี 2535 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2534 ก่อนที่โจทก์จะได้ก่อตั้งบริษัทในปี 2536 โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 คำว่า "Carpro" จำเลยได้คิดค้นมาจากคำว่า "Car" (อ่านว่า คาร์ แปลว่า รถยนต์) ส่วนคำว่า "pro" มาจากคำว่า "Professional" (อ่านว่า โปรเฟสชั่นแนล แปลว่า อย่างมืออาชีพ) เมื่อนำคำทั้งสองมาใช้ร่วมกันเป็นคำว่า "Car pro" อาจแปลได้ว่า มืออาชีพเรื่องรถยนต์ แต่ที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยที่ 1 แนะนำว่า หากนำมาใช้กับสินค้าจำพวก 3 สินค้าที่ใช้ทำความสะอาดรถยนต์ อาจไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงควรเขียนคำว่า Car" และ

Pro ให้ชิดติดกัน เพื่อให้เป็นคำที่ไม่มีความหมายและควรนำรูปประดิษฐ์มาประกอบกับคำว่า "Carpro" เพื่อทำให้เกิดลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายการค้ามากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีโอกาสได้รับการจดทะเบียนสูงขึ้น ต่อมาเมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 ทราบว่ามีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า KARPRO คำขอเลขที่ 127913 ทะเบียนเลขที่ 82558 ซึ่งจดทะเบียนในสินค้าจำพวก 1 กับสินค้าทั้งจำพวกประเภทสารเคมี จำเลยที่ 1 จึงทดลองใช้เครื่องหมายการค้า Carpro ให้ท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง และได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Carpro ในสินค้าจำพวกที่ 3 และได้รับการจดทะเบียน ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า ได้ใช้คำว่า "คาร์โปร" มาตั้งแต่ปี 2540 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีการจำหน่ายสินค้าในท้องตลาดมาก่อนหากมีการใช้จริงก็จะเป็นการใช้ในวงการค้าขนาดเล็กไม่อาจเป็นหลักฐานในการเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้

ส่วนการที่โจทก์ได้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Carpro แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่เคยแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงและความแพร่หลายของโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เคยลวงขายสินค้าของโจทก์แต่ประการใด ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Carpro" มีเสียงเรียกขานตรงกับคำว่า "คาร์โปร" ของโจทก์นั้น การใช้คำที่มีเสียงเรียกขานว่า "คาร์โปร" นั้น แต่เดิมในปี 2525 ก็ได้มีการใช้กันมาแล้วในประเทศไทย โดยบริษัทไทยนิมา จำกัด และได้มีการจดทะเบียนคำว่า "KARPRO"

ไว้แล้วเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2525 คำขอเลขที่ 127913 ทะเบียนเลขที่ 82558 แต่เครื่องหมายการค้าไม่ได้ต่ออายุการจดทะเบียน เมื่อครบกำหนด 10 ปี จึงถูกเพิกถอนไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "Carpro" เพราะเป็นคำที่ไม่เล็งต่อคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แต่เป็นคำที่โน้มน้าวใจว่าเป็นสินค้าที่ใช้สำหรับการดูแลรถยนต์อย่างมืออาชีพ และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนคำว่า "Carpro" แล้วตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผลิตและจำหน่ายสินค้าหลายชนิด เช่น สเปรย์เคลือบเงา WAXONE สเปรย์ปรับอากาศ Kings's Stella สเปรย์ทำความสะอาดโทรศัพท์ Phone Fresh สเปรย์ทำความสะอาดกระจก คิงส์สเตลล่า เจลปรับอากาศ Kings's Stella

Minifresh และ Fresh & Fun โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า Carpro นั้น จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนไว้กับสินค้า ครีมขัดเงารถยนต์ น้ำยาเช็ดกระจก น้ำยาทำความสะอาดรถยนต์ น้ำยาทำความสะอาดเบาะรถยนต์ น้ำยาทำความสะอาดคอนโซลรถยนต์ และน้ำยาทำความสะอาดยางรถยนต์จำเลยที่ 1 ได้สำรวจตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2535 ต่อมาในเดือนมกราคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้จ้างทนายความให้ตรวจสอบที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาว่ามีผู้ใดจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Car pro" ไว้หรือไม่ และได้รับรายงานว่าไม่มีผู้ใดจดทะเบียนคำว่า "Car pro" ไว้กับสินค้าจำพวก 3 และแนะนำให้จำเลยที่ 1 ควรนำคำว่า "Car" และ "Pro" มาเขียนให้ติดกันเพื่อป้องกันมิให้เป็นคำที่เล็งต่อคุณสมบัติของสินค้าจำเลยที่ 1 จึงได้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้า

Carpro ให้มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้วนำไปจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 และได้รับการจดทะเบียนตามทะเบียนเลขที่ ค 149113 ได้รับการออกหนังสือสำคัญแสดงการับจดทะเบียน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้ผลิตสินค้าชนิดแรกภายใต้เครื่องหมายการค้า Carpro คือ ครีมขัดเงารถยนต์ โดยมีกำหนดจะนำออกมาวางตลาดในวันที่ 1 มีนาคม 2545 แต่พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ไปตรวจสอบตลาดพบว่า มีการจำหน่ายแชมพูทำความสะอาดรถยนต์ คาร์โปร ในห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 เห็นว่าชื่อสินค้าคล้ายกันอาจทำให้ลูกค้าสับสนว่าเป็นเจ้าของรายเดียวกัน จึงระงับการวางจำหน่ายสินค้าไว้ก่อน การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำสินค้าครีมขัดเงารถยนต์

Carpro ซึ่งมีราคากระป๋องละ 69 บาท ออกวางตลาดได้นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเวลา 341 วัน คาดหมายว่าจะจำหน่ายได้อย่างน้อยวันละกระป๋อง จำเลยที่ 1 จึงได้รับความเสียหายจากการขาดประโยชน์ดังกล่าวเป็นเงิน 23,529 บาท จำเลยที่ 1 ได้พยายามแจ้งให้โจทก์ยุติการจำหน่ายแชมพูทำความสะอาดรถยนต์คาร์โปร โจทก์ไม่ยินยอมและได้ฟ้องเป็นคดีนี้ ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าจ้างทนายความถึง 60,000 บาท โจทก์ได้เลียนเครื่องหมายการค้าคาร์โปรของที่จำเลยที่ 1 เป็นเวลานาน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Carpro ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเวลา 707 วัน

จำเลยที่ 1 คิดค่าเสียหายวันละ 200 บาท รวมเป็นเงิน 141,400 บาท และให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 อีก วันละ 200 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะยุติการละเมิดและจำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายจากการละเมิดเครื่องหมายการค้านับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 อันเป็นวันที่เครื่องหมายการค้า Carpro ได้รับการจดทะเบียนและวันฟ้องแย้งตามลำดับ เป็นเวลา 707 วัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ประมาณการในเบื้องต้นว่าโจทก์ขายสินค้าได้อย่างน้อยวันละ 1 กระป๋อง ในราคากระป๋องละ 35 บาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์ได้รับไปจากการเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงควรมีอย่างน้อยเป็นเงิน 24,745 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ควรจะได้รับ

จำเลยที่ 1 จึงขอให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ควรได้รับในการขายสินค้าจำนวน 24,745 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ทั้งสิ้น 249,674 บาท และห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า Carpro ทะเบียนเลขที่ ค 149113 หรือเครื่องหมายอื่นใดที่คล้ายกัน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะใดๆ กับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกไม่ว่าด้วยตัวเอง พนักงาน ญาติหรือตัวแทนของโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าคาร์โปร โจทก์ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวก่อนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ทดสอบและวิจัยครีมขัดเงารถยนต์มาตั้งแต่ปี 2535 จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2534 ก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทในปี 2536 โจทก์จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้คิดคำต่างๆ

หลายคำ เช่นคำว่า Cona, Cara, Cane, Cama, และ Luna เป็นต้น ส่วนคำว่า "Carpro" จำเลยที่ 2 ได้คิดค้นจากคำว่า "Car" (อ่านว่า คาร์ แปลว่า รถยนต์) ส่วนคำว่า "Pro" มาจากคำว่า "Professional" (อ่านว่า โปรเฟสชั่นแนล แปลว่า มืออาชีพ) ที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยที่ 2 แนะนำว่า หากคำว่า "Car pro" มาใช้กับสินค้าจำพวก 3 สินค้าที่ใช้ทำความสะอาดรถยนต์อาจไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และแนะนำให้นำคำว่า "Car" และ "Pro" มาเขียนให้ติดกันเพื่อให้เป็นคำที่ไม่มีความหมายและควรนำรูปประดิษฐ์มาประกอบกับคำว่า "Carpro" เพื่อให้เกิดลักษณะบ่งเฉพาะมากขึ้น จะทำให้มีโอกาสได้รับการจดทะเบียนสูงขึ้น ต่อมาปี 2536 จำเลยที่ 2 ทราบว่ามีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

KARPRO คำขอเลขที่ 127913 ทะเบียนเลขที่ 82558 จำเลยที่ 2 จึงยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามของจำเลยที่ 1 และได้รับการจดทะเบียน และจำเลยที่ 2 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตลอดมา โจทก์ไม่มีหลักฐานการใช้เครื่องหมายการค้าในท้องตลาดมาก่อนจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่เคยแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงและความแพร่หลายของโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยความสุจริต จำเลยที่ 2 ไม่เคยลวงขายสินค้าของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายกาค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญในการเรียกขานและจดจำ โจทก์ได้ใช้ จำหน่าย และโฆษณาเครื่องหมายกาค้าดังกล่าวกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ตั้งแต่ปี 2540 เรื่อยมา ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้คิดคำต่างๆ หลายคำ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่คำว่า "Carpro" อ่านว่า "คาร์โปร" ของจำเลยที่ 1 มีเสียงเรียกขานตรงกันกับเสียงเรียกขานเครื่องหมายกาค้า "คาร์โปร" ของโจทก์ ซึ่งมีคำว่า "คาร์โปร" เป็นภาคส่วนสำคัญนั้น จำเลยที่ 1 ทราบเป็นอย่างดีว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์และนายชาญวิทย์

อัศวชนะการ เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง และไม่ได้หมายความว่าการก่อตั้งบริษัทก่อนจะได้มาซึ่งสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์ โจทก์ได้ใช้ จำหน่ายและโฆษณาเครื่องหมายการค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" กับสินค้าทำความสะอาดรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายของสาธารณชนทั่วประเทศไทย โจทก์จึงมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังไม่มีการวางสินค้าจำหน่าย โจทก์จำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "คาร์โปร" ตั้งแต่ปี 2540 โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายกาค้า "คาร์โปร" ดีกว่าจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมิได้โต้แย้งสิทธิจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้เสียหายฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจเรียกให้โจทก์ชดใช้เงิน เนื่องจากโจทก์มิได้ละเมิดต่อจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า Carpro หรือคำเรียกขานอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไว้ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 447080 ทะเบียนเลขที่ ค 149113 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องหมายกาค้าอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร" และอักษรไทยคำว่า "คาร์โปร คาร์วอช แชมพู" ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2543) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ลงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งออกตามความในมาตรา 5 และมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 เอกสารหมาย ล.6 เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องเข้าหลักเกณฑ์ 2 ข้อ

คือ 1 เป็นเครื่องหมายที่มีปริมาณการจำหน่ายมากหรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และ 2 เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค คดีนี้โจทก์คงมีแต่นายชาญวิทย์ อัศวชนะการ กรรมการบริษัทโจทก์ และนางสาวธิดารัตน์ ศรีกุลบุตร พนักงานบริษัทโจทก์เบิกความว่า สินค้าของโจทก์ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและห้างร้านอื่นตามรายชื่อลูกค้าเอกสารหมาย จ.9 และใบเสร็จรับเงินกับใบกำกับภาษีเอกสารหมาย จ.10 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป แต่โจทก์ไม่มีลูกค้าตามรายชื่อในเอกสารหมาย

จ.9 และ จ.10 แม้แต่รายเดียวมาเบิกความสนับสนุนทั้งที่เป็นพยานสำคัญ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อย แม้โจทก์จะมีเอกสารแนะนำสินค้าตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นพยาน แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่ามีการโฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ใดบ้าง ฉะนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก หรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี ทั้งการที่โจทก์มิได้มีผู้บริโภคมาเบิกความเป็นพยานแม้แต่รายเดียวว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภคเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามข้อ 2 ของประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าวด้วย

ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าว การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Carpro" ของจำเลยที่ 1 ที่แม้จะมีชื่อเสียงเรียกขานเป็นภาษาไทยเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ขัดต่อมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2285/2559

ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นคือ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9971/2558

โจทก์นำสืบว่า โจทก์ประดิษฐ์คำว่า "SINGAPOREAIR" ขึ้นใหม่โดยนำคำว่า "SINGAPORE" และ "AIR" มาเรียงต่อกันเกิดเป็นคำใหม่และไม่มีคำแปลหรือความหมายตามพจนานุกรม แม้คำที่โจทก์นำมาเรียงต่อกันจะเป็นภาษาโรมันขึ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3995/2558

เครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองเครื่องหมายมีลักษณะคล้ายกันหลายประการ คือ จำเลยใช้เลขอารบิคเช่นเดียวกัน การวางตำแหน่งเลข 9 วางอยู่ด้านหน้าอักษรโรมัน M และติดกับอักษรโรมัน M…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19480/2556

การพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ถือเป็นการตรวจสอบบรรดาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยภาครัฐเพื่อการควบคุมและกำกับดูแลว่าเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบี…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 554419)

แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสามสำนวนในฐานะผู้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าใ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้