Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5319/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำนำ เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำได้ออกหลักฐานให้ผู้เสียหายว่า เป็นการ "ขายฝาก" โดยมีกำหนดไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายใน 1 เดือน กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอที่รับจำนำไว้จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำจนกว่าผู้เสียหายจะไถ่คืน ดังนั้น การที่จำเลยนำหลักฐานที่เจ้าของร้านทองออกให้แก่ผู้เสียหายไปขอไถ่สร้อยคอของผู้เสียหายจากผู้รับจำนำโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่าตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตุให้ผู้รับจำนำหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอของผู้เสียหายให้จำเลยไป เป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกง ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำจำนวน 18,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำหรือใช้ราคา 14,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวัน นางสาวกรรัตน์ พิริยะอุดมพร ผู้เสียหายไปกับนางสาวอรุณี รุ่งศรีทอง ได้นำสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำ 1 เส้น ราคา 18,000 บาท ของผู้เสียหายไปจำนำไว้ที่ร้านทองสุจินดาในราคา 3,200 บาท ตามใบสำคัญการจำนำเอกสารหมาย จ.1 ผู้เสียหายได้เก็บใบสำคัญการจำนำไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เมื่อไปหาซื้อของกันแล้ว ผู้เสียหายได้ชวนนางสาวอรุณีกับพวกไปเที่ยวผับโดยผู้เสียหายไปเปลี่ยนเสื้อและกางเกงไว้ในห้องนอนของนางสาวอรุณี หลังจากเที่ยวผับแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน วันถัดมาผู้เสียหายไปหาใบสำคัญการจำนำที่เดิมในกระเป๋ากางเกงที่เปลี่ยนไว้ในห้องนอนของนางสาวอรุณีแต่หาไม่พบ

ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวันมีคนร้ายไม่ทราบว่าได้ใบสำคัญการจำนำของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.1 มาด้วยวิธีใด ได้นำใบสำคัญการจำนำดังกล่าวไปไถ่เอาสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำของผู้เสียหายจากร้านทองสุจินดาเป็นของตนโดยทุจริต ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายวีระ เหลี่ยมสมบูรณ์ เจ้าของร้านทองสุจินดาและร้อยตำรวจเอกอนันต์ ไทยงาม พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความฟังได้สอดคล้องกัน โดยผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายหาใบสำคัญการจำนำไม่พบ วันต่อมาผู้เสียหายได้ไปที่ร้านทองสุจินดาขอไถ่สร้อยคอที่จำนำไว้โดยบอกว่าใบสำคัญการจำนำหายไป แต่ทางร้านแจ้งว่ามีคนมาไถ่เอาไปแล้ว

ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความ ต่อมาเมื่อพนักงานสอบสวนนำเทปวีดีโอที่ทางร้านทองสุจินดาบันทึกภาพไว้มาเปิดให้ดูจึงทราบว่าผู้ที่ไปไถ่เอาสร้อยคอของผู้เสียหายคือจำเลยร่วมกับนายเล็กไม่ทราบนามสกุล นายวีระเจ้าของร้านทองสุจินดาเบิกความว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 เวลาประมาณเที่ยงวันมีจำเลยกับพวกอีก 1 คน มาที่ร้านโดยนำใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 มาแสดงขอไถ่สร้อยคอที่จำนำไว้ในราคา 3,200 บาท พยานจึงให้ไถ่ไป ต่อมาในตอนเย็นของวันเดียวกัน มีญาติของผู้เสียหายมาสอบถามพยานก็บอกว่ามีคนมาไถ่ไปแล้ว โดยที่ร้านทองของพยานได้ติดตั้งเครื่องโทรทัศน์วงจนปิดไว้เพื่อบันทึกภาพผู้ที่มาติดต่อภายในร้านและจะเปิดกล้องทุกวันทำการ ซึ่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ทางร้านก็ได้บันทึกภาพวีดีโอไว้

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาสอบปากคำพยานก็ได้นำเทปวิดีโอบันทึกภาพในวันดังกล่าวมาเปิดให้ดู พยานจำเหตุการณ์ได้ดีเพราะในวันนั้นมีจำเลยกับพวกมาไถ่สร้อยคอราคา 3,200 บาท เพียงรายเดียว และร้อยตำรวจเอกอนันต์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ผู้เสียหายไปแจ้งความว่า ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำนำไว้ที่ร้านทองสุจินดาโดยทางร้านได้ออกใบสำคัญการจำนำให้ แต่มีผู้นำใบสำคัญการจำนำของผู้เสียหายดังกล่าวไปไถ่เอาสร้อยคอของผู้เสียหายไปจากร้านทองโดยไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใคร พยานได้ไปสอบปากคำนายวีระเจ้าของร้านทอง ทราบว่าคนร้ายนำใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 มาขอไถ่เอาสร้อยคอของผู้เสียหายไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 พยานได้นำวิดีโอที่ทางร้านทองบันทึกภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวไปเปิดให้ผู้เสียหายดูแล้ว

ผู้เสียหายยืนยันว่า คนร้ายคือจำเลยกับพวกตามวิดีโอเทปบันทึกภาพหมาย ว.จ.1 เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง นายวีระเจ้าของร้านทองสุจินดา เบิกความประกอบการฉายวิดีโอเทปบันทึกภาพหมาย ว.จ.1 ในชั้นพิจารณายืนยันว่าเป็นวิดีโอที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 จากภาพแสดงหน้าร้านของพยาน มีชาย 2 คน เดินเข้ามา ชายคนแรกที่สวมเสื้อลายคือจำเลย ส่วนชายอีกคนที่มากับจำเลยได้ยืนอยู่ด้วยกัน จำเลยส่งใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 ให้ภริยาของพยานเพื่อขอไถ่สร้อยคอโกเมน เมื่อจำเลยให้เงินจำนวน 3,200 บาท แล้ว

ภริยาของพยานก็คืนสร้อยคอให้ไป โดยขณะนั้นพยานอยู่ที่หลังร้านดูเหตุการณ์ภายในร้านจากจอภาพโทรทัศน์วงจรปิดอยู่ด้วย และวิดีโอเทปม้วนนี้เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอจากพยานไปเป็นหลักฐานประกอบคดี โดยการบันทึกวิดีโอเทปในลักษณะดังกล่าวตามธนาคารหรือร้านจำหน่ายทองรูปพรรณส่วนใหญ่จะติดตั้งเครื่องโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพพฤติการณ์ของผู้มาติดต่อธุรกรรมภายในสถานประกอบการไว้ เพื่อเป็นหลักฐานอ้างยันผู้เข้ามาประกอบอาชญากรรมเป็นพยานวัตถุที่บันทึกภาพจากเหตุการณ์ตามความเป็นจริง จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักยากที่จะปฏิเสธการกระทำที่ปรากฏในภาพที่บันทึกไว้ได้ ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า ภาพของจำเลยที่ปรากฏตามวิดีโอเทปบันทึกภาพเอกสารหมาย ว.จ.1 เป็นภาพของจำเลยจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าเหตุที่กล้องวิดีโอเทปของทางร้านทองสุจินดาบันทึกภาพของจำเลยได้นั้นเป็นเพราะจำเลยเคยนำทองไปจำนำที่ร้านทองดังกล่าวในครั้งอื่นหลายครั้งแต่จำเลยปฏิเสธเพียงลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนว่าเคยไปจำนำไว้เมื่อไร จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าใครเป็นผู้ลักเอาใบสำคัญการจำนำของผู้เสียหายไปนั้น เห็นว่า การลักใบสำคัญการจำนำไม่ได้เป็นเป็นเด็นแห่งคดีจึงไม่ต้องนำมาวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้นำภริยาของนายวีระซึ่งเป็นผู้รับใบสำคัญการจำนำและส่งมอบสร้อยคอโกเมนของผู้เสียหายให้จำเลยไปมาเบิกความยืนยันว่า ใบสำคัญการจำนำที่รับจากจำเลยคือใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 และสร้อยคอโกเมนที่มอบให้จำเลยไปคือ สร้อยคอโกเมนผู้เสียหายจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีพิรุธน่าสงสัยนั้น เห็นว่า โจทก์ได้อ้างวิดีโอเทปบันทึกภาพเอกสารหมาย ว.จ.1 ซึ่งฟังได้ว่าเป็นวิดีโอเทปบันทึกภาพในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจริง แม้โจทก์จะไม่อ้างภริยาของนายวีระมาเป็นพยานก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลง

พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบและอ้างมาในฎีกานั้นไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยกับพวกเป็นคนร้ายรายนี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำนำ เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำได้ออกหลักฐานให้ผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.1 ว่า เป็นการ "ขายฝาก" โดยมีกำหนดไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายใน 1 เดือน กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอที่รับจำนำไว้จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำจนกว่าผู้เสียหายจะไถ่คืน

ดังนั้น การที่จำเลยนำเอกสารหมาย จ.1 ไปขอไถ่สร้อยคอของผู้เสียหายจากผู้รับจำนำโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่าตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตุให้ผู้รับจำนำหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอของผู้เสียหายให้จำเลยไป เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอ

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุกจำเลย 3 ปี แต่ไม่ปรากฏว่าพฤติการณ์แห่งคดีนี้ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยต้องใช้เงินสด 3,200 บาท ไปไถ่สร้อยคอของกลางราคา 18,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษาให้จำเลยคืนสร้อยคอของกลางราคา 14,800 บาทแล้ว จึงเห็นสมควรระวางโทษจำเลยให้เบาลงให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรพล เตชะกำธร · มงคล ทับเที่ยง · พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้