Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5311/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทจำเลยที่ร่วมหุ้นกันซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113(เดิม) การที่โจทก์ชำระเงินค่าหุ้นให้แก่จำเลยตามสัญญาดังกล่าวย่อมเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่ายืนข้อห้ามตามกฎหมายตามมาตรา 411 จึงไม่อาจเรียกเงินคืนจาก จำเลยฐานลาภมิควรได้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2528 จำเลยได้ทำสัญญาร่วมหุ้นกับโจทก์ตกลงให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยจำนวน2,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์อาจบอกเลิกสัญญาได้เมื่อครบ 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา จำเลยจะคืนเงินค่าหุ้นทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมเงินปันผลซึ่งจะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์จนถึงวันเลิกสัญญาภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันเลิกสัญญา ต่อมาเดือนมกราคม 2532โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาขอให้จำเลยคืนเงินค่าหุ้นจำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงฟ้องจำเลยขอให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ ศาลพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่2011/2532 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ในการดำเนินคดีดังกล่าวโจทก์ทราบว่าหุ้นที่จำเลยนำมาขายให้แก่โจทก์เป็นหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งถือไว้ตั้งแต่จำเลยออกหุ้นใหม่ในเดือนตุลาคม 2527จำเลยไม่มีสิทธิทำสัญญาร่วมหุ้นกับโจทก์

เพราะหุ้นดังกล่าวเป็นของบุคคลอื่นนอกจากนี้การโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมมาเป็นของโจทก์ตกเป็นโมฆะเพราะมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนหรือผู้รับโอนและไม่มีการแถลงหมายเลขหุ้นของผู้โอน เมื่อสัญญาร่วมหุ้นเป็นโมฆะ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะรับเงินค่าหุ้นจำนวน 250,000 บาท ของโจทก์ไว้ และต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2528 ซึ่งจำเลยได้รับเงินไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน89,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 339,000 บาท ให้แก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 339,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่าโจทก์ทราบถึงที่มาของหุ้นที่จำเลยนำมาขายให้แก่โจทก์ แล้วยังเข้าทำสัญญาและมอบเงินให้แก่จำเลย เป็นการชำระหนี้โดยรู้ว่าไม่มีความผูกพัน และเป็นการชำระหนี้อันมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามแจ้งชัดตามกฎหมาย

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 250,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2528 โจทก์ได้ทำสัญญาร่วมหุ้นกับจำเลยตกลงให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยจำนวน 2,500 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 250,000 บาทโดยมีข้อสัญญาว่าโจทก์อาจบอกเลิกสัญญาและจำเลยจะต้องคืนเงินค่าหุ้นทั้งหมดพร้อมกับเงินปันผลที่โจทก์มีสิทธิได้รับนับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันเลิกสัญญาแก่โจทก์ปรากฏตามเอกสารหมาย

จ.3 ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาขอเงินค่าหุ้นคืน จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2532 ศาลพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 (เดิม) ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2011/2532 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์แต่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ร่วมหุ้นกันซื้อหุ้นของบริษัทจำเลยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 (เดิม) ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2011/2532 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถึงที่สุดแล้ว

การที่โจทก์ชำระเงินค่าหุ้นให้แก่จำเลยตามสัญญาดังกล่าวย่อมเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 411 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์ไม่อาจเรียกเงินคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมิทธิ์ วราอุบล · สมาน เวทวินิจ · บรรเทิง มุลพรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้