Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ที่ให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากเงินกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้เรียกเก็บภาษีเงินได้ดังกล่าวเฉพาะเงินที่ได้จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยโดยแท้จริงเมื่อปรากฏว่าโจทก์ขายกิจการของโจทก์ให้กับบริษัท อ. ในประเทศไทยและโอนเงินที่โจทก์จัดไว้เพื่อซ่อมสร้างเตาหลอมและเงินตอบแทนการทำงานของพนักงานไปให้ด้วย เงินดังกล่าวยังคงหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย การที่จำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ จึงไม่ชอบ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 70 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มรวม 3,448,693.93 บาท โดยอ้างว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรออกไปต่างประเทศ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยลดภาษีและเงินเพิ่มให้บางส่วนโจทก์ไม่เห็นด้วย เพราะเงินที่โจทก์จัดไว้เพื่อซ่อมสร้างเตาหลอมและเงินตอบแทนการทำงานของพนักงาน ที่โจทก์ได้โอนให้บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด มิใช่เงินกำไร ทั้งมิได้จำหน่ายออกไปยังต่างประเทศ ขอให้เพิกถอนการประเมิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เงินจำนวนดังกล่าวโจทก์กันไว้จากเงินกำไร และการที่โจทก์โอนให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด ถือได้ว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรแล้ว ฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เงินดังกล่าวมิใช่เงินกำไรขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบหรือไม่นั้นข้อเท็จจริงที่คู่ความร่วมกันแถลงยอมรับข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในคดีนี้ปรากฏตามคำพิพากษาของศาลแพ่งสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4256/2526หมายเลขแดงที่ 1432/2527 ได้ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด อยู่ในประเทศออสเตรเลียมีสาขาในประเทศไทย โจทก์ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องแก้วและได้จัดเงินสำรองสำหรับซ่อมสร้างเตาทุกปีจนถึงปี 2516 เป็นเงิน 9,708,912 บาท และเงินสำรองสำหรับจ่ายตอบแทนให้พนักงานเมื่อออกจากงานจำนวน 2,072,702 บาท ต่อมาโจทก์ได้ขายกิจการในประเทศไทยให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย

จำกัด ในราคา 170,000,000 บาท โดยโอนเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวตามที่ลงไว้ในงบดุลไปให้บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด ด้วย ส่วนเงินที่ขายกิจการได้ โจทก์ได้ขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยส่งไปประเทศออสเตรเลีย จำนวน90,069,253.53 บาท จ่ายชำระค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล 22,803,885 บาทกันไว้สำหรับชำระค่าภาษีจำหน่ายเงินกำไร 23,704,976.63 บาทเงินที่ยังไม่ส่งออก 33,421,884.74 บาท เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ปรากฏว่า นอกจากเงินดังกล่าวโจทก์ยังมีรายจ่ายอันต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ3,724,982.13 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างหากอีกส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากโจทก์อยู่ต่างประเทศและมีสาขาอยู่ในประเทศไทย

โจทก์ได้ขายกิจการในประเทศไทยโดยส่งเงินบางส่วนไปต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินภาษีโจทก์ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยถือว่าเงินสำรองค่าซ่อมสร้างเตาและเงินสำรองสำหรับจ่ายตอบแทนพนักงานกับรายจ่ายต้องห้ามตามจำนวนดังกล่าวข้างต้น เป็นจำนวนเงินที่โจทก์ไม่มีสิทธิหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เมื่อโจทก์ได้ขายกิจการในประเทศไทยให้ผู้อื่นไปโดยโจทก์ไม่มีทรัพย์สินหรือเงินกำไรอยู่ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของจำเลยถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกจากประเทศไทย จึงประเมินเรียกเก็บภาษีโจทก์ตามคำสั่งให้เสียภาษีที่ 1160/2/00065 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2519 โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดภาษีแก่โจทก์บางส่วน คงให้โจทก์เสียภาษีเป็นจำนวน3,157,207 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 43/2525 ลงวันที่8 ธันวาคม 2525จากข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงร่วมกันดังกล่าวและพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีจากโจทก์โดยอาศัยมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรโดยเหตุ 3 ประการ คือ โจทก์ไม่มีสิทธิหักเงินสำรองค่าซ่อมสร้างเตาจำนวน 9,708,912 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ โจทก์ไม่มีสิทธิหักเงินสำรองสำหรับจ่ายตอบแทนพนักงานจำนวน 2,072,702 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และโจทก์มีรายจ่ายอันต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ3,724,982.13 บาท แต่ในส่วนนี้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยลดลงคำนวณรวมทั้งหมดแล้วเหลือ 1,972,800.06 บาท ปรากฏรายละเอียดตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เอกสารหมาย จ.8 ในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 1432/2527

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิบัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากเงินกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ในจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น..." เป็นที่เห็นได้ชัดว่า กฎหมายมุ่งประสงค์จะเรียกเก็บภาษีเงินได้ตามมาตราดังกล่าว เฉพาะเงินกำไรหรือเงินที่กันไว้จากเงินกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยโดยแท้จริง ซึ่งอาจจะเป็นการโอนเงินกันทางบัญชีดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ได้ แต่ต้องให้ได้ความว่ามีการโอนเช่นนั้น สำหรับข้อเท็จจริง ในคดีนี้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินตามมาตรา 70 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร

เนื่องจากโจทก์ได้โอนทรัพย์สินต่าง ๆ รวมทั้งเงินสำรองทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวไปให้บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทยจำกัด ซึ่งมิได้มีการส่งเงินดังกล่าวออกไปจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการใด เงินทั้ง 2 รายการนั้นยังคงหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยโดยการประกอบกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทยจำกัด ผู้รับโอน จะถือว่าเมื่อโจทก์เลิกกิจการจึงต้องถือว่าส่งเงินกำไรทั้งหมดให้แก่บริษัทในต่างประเทศแล้วโดยปริยายดังที่จำเลยอุทธรณ์หาได้ไม่

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นายแสวง จอนเจิดสิน พยานโจทก์เบิกความว่า ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์ได้โอนเงินทั้ง 2 รายการดังกล่าวให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์จำหน่ายเงินทั้ง 2 รายการนั้นออกไปจากประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น ข้อนี้ขัดกับที่โจทก์จำเลยแถลงข้อเท็จจริงกันไว้ในวันชี้สองสถาน ซึ่งเกี่ยวกับเงินทั้งสองรายการดังกล่าว มีอยู่ว่า "...โจทก์ได้ขายกิจการในประเทศไทยโดยโอนเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวตามที่ลงไว้ในงบดุลไปให้บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด ด้วย..." เช่นนี้ข้ออุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น สำหรับเงินอีกรายการหนึ่งซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นรายจ่ายอันต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์ได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าว หรือเงินจำนวนอื่นใดออกไปจากประเทศไทยนอกจากเงินจำนวน 90,065,253.53 บาทซึ่งโจทก์ได้ขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และชำระค่าภาษีแล้วดังที่คู่ความแถลงรับกันไว้ ดังนี้ จำเลยจึงจะประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรหาได้ไม่การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิหักเงินทั้ง 3 รายการดังกล่าว เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือไม่ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีอย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7323/2560

พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร แก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2552

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1229/2551

พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญา ว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2549

การที่โจทก์กู้เงินจากธนาคารในต่างประเทศไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท อ. โดยโจทก์เสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้แล้วบริษัท อ. นำเงินทุนทั้งหมดไปให้บริษัท ท. กู้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเจตนาทำให้ต้นทุนของบ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้