Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพของข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา โจทก์ยังส่งสำเนาใบทำงาน/ใบแจ้งหนี้ซึ่งคำนวณถึงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างแนบมาท้ายฟ้องด้วย จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณา โจทก์ยื่นคำฟ้องพร้อมแนบสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาด้วย จำเลยได้รับสำเนาสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้ให้การโต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง จึงต้องรับฟังว่าสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเป็นสัญญาที่ถูกต้อง ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกว่าต้นฉบับสัญญาจ้างทำของได้มีการติดอากรแสตมป์หรือไม่ โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม โดยอ้างว่าฝ่ายบัญชีของโจทก์เพิ่งค้นพบเอกสารที่ยื่นเป็นพยานต่อศาลและเป็นเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องในคดี เป็นกรณีที่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเกี่ยวกับประเด็นของคดีซึ่งทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจึงชอบที่จะอนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้โจทก์นำพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลาตามที่ตกลงไว้ในสัญญา หากนอกเหนือจากสัญญาจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างเพิ่มให้แก่โจทก์ การทำงานล่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาจึงถือว่าเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นเดียวกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณสถานที่ทำการของจำเลยคิดเป็นค่าบริการเดือนละ 82,000 บาท หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยค้างชำระค่าบริการมีนาคมและเมษายน 2545 เป็นเงิน 144,221.04 บาท และ 115,973 บาท ตามลำดับ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,680.93 บาท รวมเป็นเงิน 276,874.97 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 260,194.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากระบุว่าค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 1 เดือน กับ 25 วัน เท่านั้น คิดเป็นเงินเพียง 150,333.25 บาท มิใช่ตามฟ้อง โจทก์เรียกมาเกินความเป็นจริงทำให้จำเลยไม่เข้าใจฟ้อง ตามสัญญามีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องรับผิดชอบในทรัพย์ของจำเลยที่สูญหาย สินค้าพวกทองคำของจำเลยสูญหายระหว่างการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 80,000 บาท ครั้งที่สองเป็นเงิน 48,000 บาท แต่โจทก์ชำระค่าเสียหายให้เพียง 80,000 บาท เมื่อหักกลบกันแล้วจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์เพียง 102,333.25 บาท สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 260,194.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2546) ไม่ให้เกิน 16,680.93 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 จำเลยว่าจ้างโจทก์จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลโรงงานของจำเลยคิดเป็นค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท ระหว่างสัญญาจำเลยได้ให้โจทก์ทำงานล่วงเวลา ระหว่างสัญญาตะกอนทองคำของจำเลยหายไป 200 กรัม คิดเป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยอ้างว่าก่อนหน้านี้ตะกอนทองคำของจำเลยหายไปคิดเป็นเงิน 48,000 บาท แต่โจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2545 ก่อนหน้าทำสัญญาฉบับนี้จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์มาก่อนแล้วเป็นเวลา 7 ปี ประเด็นแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าค่าจ้างเดือนละ 82,000 บาท จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 1 เดือน กับ 15 วัน คิดเป็นเงิน 150,333.25 บาท มิได้สูงมากดังที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นการเรียกร้องมากกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยไม่เข้าใจ ฟ้องจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม คำฟ้องดังกล่าวข้างต้นเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพของข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังส่งสำเนาใบทำงาน/ใบแจ้งหนี้ ซึ่งคำนวณถึงรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้างแนบท้ายมาด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณา

ประเด็นต่อไปต้องวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยที่มิได้ปิดอากรแสตมป์รับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องพร้อมแนบสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาด้วย จำเลยได้รับสำเนาสัญญาดังกล่าวแล้วมิได้ให้การโต้แย้งว่าไม่ถูกต้องจึงต้องรับฟังว่าสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยดังกล่าวเป็นสัญญาที่ถูกต้อง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกว่าต้นฉบับสัญญาดังกล่าวได้มีการติดอากรแสตมป์หรือไม่ ส่วนจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องเกินกว่าจำนวนเงินในสัญญาจ้างทำของหรือไม่ ก็สามารถพิจารณาได้จากสัญญาดังกล่าว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ศาลรับฟังสำเนาใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.13 ได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวภายหลังสิ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แล้วเห็นว่า

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมลงวันที่ 26 มิถุนายน 2546 โดยอ้างว่าฝ่ายบัญชีของโจทก์เพิ่งค้นพบเอกสารที่ยื่นเป็นพยานต่อศาลและเป็นเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องในคดี คำร้องดังกล่าวจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเกี่ยวกับประเด็นของคดีซึ่งทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเอกสารดังกล่าวได้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องก็สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ทั้งจำเลยเองก็ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังที่โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว

กล่าวคือจำเลยยื่นคำร้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ขอระบุผู้จัดการจำเลยเป็นพยานซึ่งศาลชั้นต้นก็อนุญาต แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยเคยชำระค่าจ้างล่วงเวลาให้แก่โจทก์เพียงใด ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิใดๆ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานสืบให้เห็นจริงว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และค่าล่วงเวลาที่โจทก์เรียกร้องสามารถเรียกร้องได้เฉพาะในกรณีตามกฎหมายแรงงาน แต่ตามฟ้องเป็นเรื่องจ้างทำของ จึงเป็นจ้างเหมารวม ค่าล่วงเวลาจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้โจทก์นำพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลความปลอดภัยในช่วงเวลาตามที่ตกลงไว้ในสัญญา

หากนอกเหนือจากสัญญาจำเลยก็มีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างเพิ่มให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันตลอดมาดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.13 ที่จำเลยเคยชำระค่าจ้างล่วงเวลาให้แก่โจทก์ ซึ่งการทำงานล่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาถือเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นเดียวกัน ประเด็นสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงเงินค่าจ้างและมีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาจ้างระบุว่าโจทก์จะต้องรับผิดต่อการสูญหาย เมื่อทรัพย์ของจำเลยสูญหายโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อต่างฝ่ายต่างเป็นหนี้กันจึงหักกลบลบหนี้ได้ นั้น เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2.3 ระบุว่า ผู้ว่าจ้าง (จำเลย)

รับเงินค่าว่าจ้างตามข้อ 2 ผู้ว่าจ้างจะใช้สิทธิยึดหน่วงหรือถ่วงเวลาไว้เกินกำหนดหรือจะนำไปหักกลบลบหนี้อย่างอื่นไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้รับจ้าง (โจทก์) เป็นลายลักษณ์อักษร จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาว่าจำเลยจะไม่ยึดหน่วงค่าจ้างและนำค่าจ้างไปหักกลบลบหนี้ มีข้อยกเว้นอยู่กรณีเดียวคือได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยหักกลบลบหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงหรือหักกลบลบหนี้แต่อย่างใด"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 2,500 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย วัฒนโยธิน · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้