Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 529503)

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 130 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผลการพิจารณาสรรหาของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้ถือเป็นที่สุดนั้น เป็นบทบัญญัติให้ผลการสรรหาเป็นที่สุดเฉพาะที่เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาในการสรรหาบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อผู้ใดเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาในเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาและองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความทัดเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาคส่วนที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 114 วรรคสอง แต่ไม่รวมถึงการสรรหาที่ไม่สุจริต ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลซึ่งไปใช้สิทธิหรือไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ ย่อมได้รับสิทธิหรือเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ" แต่กำหนดเวลาการเสียสิทธิตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 นั้น มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "....ให้มีกำหนดเวลาตั้งแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นไปใช้สิทธิเลือกตั้ง..." และวรรคสองยังบัญญัติต่อไปว่า "ในกรณีที่มีการโต้แย้งการเสียสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพร้อมหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งที่ถัดมาแล้ว..." เป็นการย้ำให้เห็นว่ากำหนดเวลาเสียสิทธิตามมาตรา 26 จะสิ้นสุดลงเมื่อได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งถัดมาจริง ๆ เท่านั้น การที่สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทยเสนอชื่อผู้คัดค้านเข้าเป็นผู้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 26 (2) มีผลให้การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้านเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง คดีมีเหตุที่ต้องสั่งให้เพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้าน แต่ตามพฤติการณ์พอเห็นได้ว่าผู้คัดค้านเพียงแต่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าการเสียสิทธิของผู้คัดค้านสิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากในคราวที่จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขต ผู้คัดค้านเข้าใจว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครด้วย และได้มีหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วโดยไม่มีการแจ้งกลับไปยังผู้คัดค้านว่าเหตุที่แจ้งไม่ใช่เหตุอันสมควร ทั้งผู้ร้องเองก็กล่าวมาในคำร้องว่าผู้คัดค้านยังไม่ได้สิทธิที่เสียไปกลับคืนมา เนื่องจากผู้คัดค้านเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร กรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านยินยอมให้สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทยเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริต จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้คัดค้านตามคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 26 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 27 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 130 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 133 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 134 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 161 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 72 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 114

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 มาตรา 239 และมาตรา 240 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 134 กล่าวคือ 1.เมื่อมีคำสั่งรับคำร้องแล้ว ได้โปรดแจ้งให้ประธานวุฒิสภาทราบว่า ศาลฎีกาได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ผู้คัดค้านจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ 2.มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลาห้าปี 3.มีคำสั่งให้เพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้านและให้มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่ในส่วนของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง วันนัดตรวจพยานหลักฐาน

คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำร้อง และไม่ติดใจสืบพยาน ศาลฎีกาจึงให้งดไต่สวนและกำหนดประเด็นวินิจฉัย ดังนี้ 1.ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านและเพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้านตามคำร้องหรือไม่ 2.ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติในการเข้ารับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามคำร้องหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่าเดิมผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 17/32 หมู่ที่ 7 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี วันที่ 25 มกราคม 2552 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่าง ในการเลือกตั้งดังกล่าวผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2553 ผู้คัดค้านย้ายภูมิลำเนาไปอยู่บ้านเลขที่ 504/76 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร วันที่ 29 สิงหาคม 2553 ได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขต

ผู้คัดค้านเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร แต่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต แต่มีหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งไปยังผู้อำนวยการเขต ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องประกาศให้วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นวันสรรหาสมาชิกวุฒิสภา สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทยเสนอชื่อผู้คัดค้านเข้ารับการสรรหา ผู้คัดค้านได้รับการสรรหา ผู้ร้องได้ประกาศให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554 ภายหลังมีผู้ทำหนังสือร้องเรียนว่า การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้ารับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา

เพราะผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องมีมติในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 8/2552 มอบหมายให้กรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมครั้งนั้นดำเนินคดีแทนผู้ร้อง กรณีมีคำสั่งให้เพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา และให้มีอำนาจลงนามในคำร้องยื่นต่อศาลตลอดจนสรรพเอกสารต่าง ๆ ในการดำเนินคดีและหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้พนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินคดีแทนในศาล และในการประชุมของผู้ร้องครั้งที่ 29/2555 พิจารณารายงานการไต่สวน กรณีร้องเรียนคุณสมบัติของผู้คัดค้าน ที่ประชุมเลือกนายวิสุทธิ์กรรมการการเลือกตั้งเป็นประธานในที่ประชุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านและเพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้านตามคำร้องหรือไม่ ตามประเด็นข้อนี้ ผู้ร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 240 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 134 ให้เพิกถอนการสรรหาและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 238 บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลัน

เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) ..... (2) ..... (3) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก่อนได้รับการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดได้กระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้งหรือสรรหา หรือได้รับเลือกตั้งหรือสรรหามาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไปโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (4) .....

เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน" และมาตรา 240 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการคัดค้านว่าการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก่อนได้รับการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาผู้ใดกระทำการตามมาตรา 238 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลัน เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยสั่งการเป็นอย่างใดแล้ว ให้เสนอต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยโดยพลัน และให้นำความในมาตรา 239 วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับกับการที่สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยอนุโลม ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะร่วมดำเนินการหรือวินิจฉัยสั่งการมิได้ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีองค์ประกอบเท่าที่มีอยู่

ส่วนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 133 วรรคหนึ่งนั้น เป็นกรณีที่พระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติเพิ่มเติมให้สิทธิแก่ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกขององค์กรที่เสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้ร้อง โดยมีข้อจำกัดให้ต้องยื่นภายใน 30 วัน นับแต่การประกาศผลการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น จึงหากระทบกระเทือนต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 238 และมาตรา 240 ดังกล่าวแล้วไม่ ดังนั้น แม้กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อที่ผู้ร้องได้วินิจฉัยสั่งการในคดีของผู้คัดค้านจะสืบเนื่องมาจากบัตรสนเท่ห์ ซึ่งได้ยื่นเข้าล่วงเลยกำหนด 30 วัน

นับแต่วันประกาศผลการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ดังกล่าวก็ตาม กระบวนการดำเนินการของผู้ร้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ข้างต้นก็เป็นไปโดยชอบ มิได้ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด และเมื่อมีการประกาศผลการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ 12 เมษายน 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้เข้ามา เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2555 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศผลดังกล่าวอันเป็นไปตามนัย มาตรา 134 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ.2550 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องนี้ ผู้คัดค้านอ้างว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 130 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผลการพิจารณาสรรหาของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาให้ถือเป็นที่สุดนั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้ผลการสรรหาเป็นที่สุดเฉพาะที่เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสรรหาในการสรรหาบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อผู้ใดเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของบุคคลที่สมควรได้รับการแสวงหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาในเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภา และองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง

ๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ สัดส่วนของบุคคลในแต่ละภาคส่วนที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งการให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 114 วรรคสอง แต่ไม่รวมถึงการสรรหาที่เป็นไปโดยไม่สุจริต ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับการมอบอำนาจนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 236 วรรคท้าย บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผู้แทนองค์การเอกชน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมาย และปรากฏข้อความจริงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 8/2552 วันพุธที่ 21 มกราคม 2552 เห็นชอบในหลักการ

กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ให้กรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นประธานในการประชุมครั้งนั้นเป็นผู้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง และให้มีอำนาจลงนามในคำร้องยื่นต่อศาลตลอดจนสรรพเอกสารต่าง ๆ ในการดำเนินคดีและหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้พนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินคดีแทนในศาล ซึ่งในการประชุมลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 29/2555 วันพุธที่ 21 มีนาคม 2555 กรณีเพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภารายผู้คัดค้าน โดยในการประชุมมีมติดังกล่าว ประธานกรรมการการเลือกตั้งมิได้ร่วมพิจารณาตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 240 วรรคสี่

กรรมการการเลือกตั้งที่เหลืออยู่ 4 คน ได้เลือกกรรมการเลือกตั้ง คือ นายวิสุทธิ์ เป็นประธานในที่ประชุมตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 เช่นนี้ นายวิสุทธิ์ กรรมการการเลือกตั้งผู้ได้รับมอบหมายจึงมีอำนาจลงชื่อในคำร้องยื่นต่อศาลฎีกา ฉะนั้น ผู้ร้องจึงย่อมมีอำนาจยื่นขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านและเพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้านตามคำร้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่า ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติในการเข้ารับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามคำร้องหรือไม่ ผู้คัดค้านอ้างเหตุคัดค้านในประเด็นนี้ว่า แม้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2552 โดยมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นเหตุให้เสียสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 26 (2) แต่ต่อมาในคราวที่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขตวันเดียวกันในวันที่ 29 สิงหาคม 2553 ซึ่งผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

เพราะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 คงมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตอย่างเดียว ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ได้มีหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อผู้อำนวยการเขต โดยหนังสือดังกล่าวแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เนื่องจากขณะนั้นผู้คัดค้านเข้าใจว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครด้วย และไม่มีการแจ้งกลับไปยังผู้คัดค้านว่าเหตุที่แจ้งไม่ใช่เหตุอันสมควร ถือว่าผู้คัดค้านได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ.2550 มาตรา 24 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม ครบถ้วน ผู้คัดค้านจึงได้รับสิทธิในทางการเมืองกลับคืนมา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 72 ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตซึ่งเป็นราชการส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามความในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "การเสียสิทธิตามมาตรา 26 ให้มีกำหนดเวลาตั้งแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น" การเสียสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาของผู้คัดค้านจึงสิ้นสุดลงตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว ก่อนที่ผู้คัดค้านจะได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เห็นสมควรวินิจฉัยเป็นเบื้องแรกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลซึ่งไปใช้สิทธิหรือไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ ย่อมได้รับสิทธิหรือเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ" แต่กำหนดเวลาการเสียสิทธิตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ.2550 นั้น มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "...ให้มีกำหนดเวลาตั้งแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นไปใช้สิทธิเลือกตั้ง..." และในวรรคสองยังบัญญัติต่อไปว่า "ในกรณีที่มีการโต้แย้งการเสียสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพร้อมหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งถัดมาแล้ว..." เป็นการเน้นย้ำให้เห็นว่า กำหนดเวลาการเสียสิทธิตามมาตรา 26 จะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งถัดมาจริง ๆ เท่านั้น ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า

นับแต่เวลาที่ผู้คัดค้านไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรีจนถึงวันที่ผู้คัดค้านได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเลย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านโต้แย้งกันว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานครเป็นการเลือกตั้งอันอยู่ในนัยแห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 หรือไม่ อย่างใดอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้วินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป

การที่สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทยเสนอชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 26 (2) มีผลให้การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้านเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง คดีมีเหตุที่ต้องสั่งให้เพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของผู้คัดค้าน แต่ตามพฤติการณ์พอเห็นได้ว่า ผู้คัดค้านเพียงแต่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าการเสียสิทธิของผู้คัดค้านสิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากในคราวที่จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขตเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 ผู้คัดค้านเข้าใจว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครด้วย และได้มีหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว โดยไม่มีการแจ้งกลับไปยังผู้คัดค้านว่าเหตุที่แจ้งไม่ใช่เหตุอันสมควร

ทั้งผู้ร้องเองก็กล่าวมาในคำร้องว่า ผู้คัดค้านยังไม่ได้สิทธิที่เสียไปกลับคืนมา เนื่องจากผู้คัดค้านเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร กรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านยินยอมให้สมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทยเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริต จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านตามคำร้อง อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 240 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 134 จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของนายศรีสุข ผู้คัดค้าน และให้มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่ในส่วนของผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ สายสอาด · สุนทร ทรงฤกษ์ · ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้