คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราเด็ก อายุ ๖ ขวบ แต่มีเหตุพ้นวิสัยมาขัดขวางเสีย โดยเด็กหญิงดี ร้องไห้และมี คนเห็น จำเลยจึงข่มขืนชำเราไม่สำเร็จ จอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๔๔, ๖๐, ๒๔๕. จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง และจำเลยมีอายุ ๑๖ ปี. ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยผิด ๒ มาตราคือมาตรา ๒๔๔, ๖๐ และ ๒๔๕ สำหรับมาตรา ๒๔๔ โทกษจำคุกถืง ๑๐ ปี โจทก์ไม่ สืบพยาน จึงลงโทษไม่ได้คงให้ลงโทษจำเลยเพียงมาตรา ๒๔๕ ประกอบด้วยมาตรา ๕๘ จำคุก ๒ เดือน ลดตามมาตรา ๕๙ กึ่งหนึ่งคงจำคุก ๑ เดือน ให้รอการลงอาญาไว้
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๔๔, ๖๐ ได้ พิพากษาแก้ให้วางโทษจำเลยตามมาตรา ๒๔๔ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๖๐ จำคุก ๒ ปี ลดโทษตามมาตรา ๕๘, ๕๙ คงจำคุก ๖ เดือน ให้รอการลงอาญาไว้.
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาา,
ศาลฎีกาเห็นว่า จริงอยู่ความผิดฐานข่อขืนชำเราตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๔๔ วรรคต้นมีอัตราโทษอย่างสูงถืงสิบปี แต่ความผิดฐานพยายามนั้น กฎหมายได้กำหนดให้ลงอาญาได้เพียงสองในสามส่วนของความผิดสำเร็จเท่านั้น จึงเห็น ได้ชัดว่า ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา ๒๔๔ นั้น เป็นคดีซึ่งจิพิพากษาโทษผู้กระทำผิด ถึง ๑๐ ปี ไม่ได้ อย่างสูงจะพิพากษาลงโทษได้เพียงสองในสามคือ ๖ ปี ๘ เดือนเท่านั้น จึงเป็นคดีที่จำเป็นต้องฟังพยานโจทก์ คงพิพากษายืน.