Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 528493)

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานเบิกความในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ข้อหาหมิ่นประมาท ศาลชั้นต้นในคดีอาญาวินิจฉัยว่า เสียงที่จำเลยทั้งสองได้ยินและเข้าใจว่าเป็นเสียงโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว อาจเป็นเสียงของผู้อื่นก็เป็นได้ พยานหลักฐานเท่าที่นำสืบมายังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาท ส. ตามฟ้องในคดีอาญาหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าว หาได้วินิจฉัยยืนยันว่า จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปบอกกล่าวแก่ ส. แต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองนำไปบอกกล่าวแก่ ส. เป็นข้อความอันเป็นเท็จ หรือจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยคงเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายสำนวนละ 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายทั้งสองสำนวนเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2545 อันเป็นวันละเมิดจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยทั้งสองได้กล่าวข้อความให้นายสนั่นฟังว่า จำเลยทั้งสองได้ยินโจทก์กล่าวดูหมิ่นนายสนั่นว่า "ไอ้หนั่น ไอ้ขี้โกง มึงใหญ่มาจากไหน มึงก็เป็นแค่ อบต. ไม่ใช่หรือ หน้ามึงหนาเหมือนส้นตีน" นายสนั่นจึงร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์ ทำให้โจทก์ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6395/2545 หมายเลขแดงที่ 1973/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การว่าเป็นผู้นำข้อความตามฟ้องไปกล่าวให้นายสนั่นฟังจริง เพราะจำเลยทั้งสองได้ยินเสียงโจทก์กล่าวดูหมิ่นนายสนั่นเช่นนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดและโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ส่วนจำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการละเมิดฟังไม่ขึ้นและโจทก์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นในคดีอาญาพิพากษายกฟ้องเพราะมีเหตุสงสัยในพยานที่นำสืบ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และจำเลยทั้งสองนำข้อความไปกล่าวแก่นายสนั่นโดยสุจริต

การจ้างทนายความจึงไม่เป็นค่าเสียหายโดยตรงที่โจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้ และจำเลยทั้งสองกระทำโดยสุจริตจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงแก่โจทก์นั้น เห็นว่า กรณีที่จะเป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จะต้องได้ความว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจงใจกลั่นแกล้งกล่าวหาโจทก์โดยไม่สุจริตและไม่เป็นความจริง มุ่งต่อผลให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ คดีนี้โจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่า การที่จำเลยทั้งสองนำข้อความไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นว่าโจทก์กล่าวข้อความ อันเป็นการหมิ่นประมาทนายสนั่น เป็นผลให้โจทก์ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1973/2548 ของศาลชั้นต้นมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองนำไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นเป็นความเท็จเท่านั้น โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองนำข้อความดังกล่าวไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นทั้ง

ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่เป็นความจริงหรือมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริต โจทก์เพียงแต่อาศัยคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาที่ยกฟ้องโจทก์มาเป็นหลักฐานในการฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เท่านั้น ซึ่งตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นเพียงแต่เห็นว่าเสียงที่จำเลยทั้งสองได้ยินและเข้าใจว่าเป็นเสียงโจทก์คดีนี้กล่าวหมิ่นประมาทนายสนั่นผู้เสียหายนั้น อาจจะเป็นเสียงของผู้อื่นก็เป็นได้ พยานหลักฐานเท่าที่นำสืบมายังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวได้กล่าวหมิ่นประมาทนายสนั่นตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ดังนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าว หาได้วินิจฉัยยืนยันว่าจำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นแต่อย่างใด เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองนำไปบอกกล่าวแก่นายสนั่นเป็นข้อความอันเป็นเท็จ หรือจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อดิศักดิ์ ปัตรวลี · พิศาล อัยยะวรากูล · ประยูร ณ ระนอง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสระบุรี - นายวรศักดิ์ จันทร์คีรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเพ็ง เพ็งนิติ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ2517/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1919/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2864/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้