Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยจดทะเบียนซื้อมาจาก ย. และ ป. ตามลำดับ เมื่อโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้วได้ปลูกพืชผลต่างๆ จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาทปลูกมันสำปะหลัง ปลูกกระต๊อบเป็นที่พักและทำลาย ทำให้เสียหายที่ดินและต้นไม้ของโจทก์ เป็นเงินทั้งสิ้น 359,250 บาท และมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหาย ให้โจทก์นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 359,250 บาท และร่วมกันชำระค่าเสียหาย ค่าที่ดิน และต้นไม้ในอัตราไร่ละ 500 บาท ต่อปี ในที่ดิน 52 ไร่ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่ที่โจทก์ระบุว่าจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์นั้น เป็นกรณีพอแปลความหมายได้ว่า จนกว่าจำเลยทั้งหกจะออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้ขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (1)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 359,250 บาท แก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายในอัตราไร่ละ 500 บาทต่อปี ในเนื้อที่ดิน 52 ไร่ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน และส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งหกและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2420 และ 2395 ของโจทก์ตามหมายสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสาร จ.22 ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำนวน 100,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายต่อไปอีกปีละ 26,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยทั้งหกนำสืบรับกันไม่คัดค้านโต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2420 และเลขที่ 2395 รวมสองแปลง อันเป็นที่ดินพิพาทตามสำเนา น.ส. 3 ก. เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 แต่ปัจจุบันจำเลยทั้งหกเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 เต็มแปลง และครอบครองแปลงเลขที่ 2395 เป็นเนื้อที่ 4 ไร่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยทั้งหกพร้อมบริวารต้องออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยจดทะเบียนซื้อมาจากนายเย้ย และนายประหยัด ตามลำดับเมื่อโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว

ได้ปลูกพืชผลจำพวกมะม่วง มันสำปะหลัง บางส่วนของที่ดินปลูกต้นสะเดา ต้นแต้ ต้นเต็ง ต้นไผ่ ต้นรัง ต้นไม้แดง จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาท ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกกระต๊อบเป็นที่พักและทำลาย ทำให้เสียหายที่ดินและต้นไม้ของโจทก์ เป็นเงินทั้งสิ้น 359,250 บาท จึงมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 359,250 บาท และร่วมกันชำระค่าเสียหาย ค่าที่ดิน และต้นไม้ในอัตราไร่ละ 500 บาท ต่อปี ในที่ดิน 52 ไร่ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่ที่โจทก์ระบุว่าจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์นั้น เป็นกรณีพอแปลความหมายได้ว่า จนกว่าจำเลยทั้งหกจะออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้ขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) คดีจึงมีประเด็นให้วินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งหกมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน และโจทก์เสียหายเพียงใดซึ่งจะได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปพร้อมกัน...เห็นว่า โจทก์นำสืบรับว่า เหตุที่ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงก็เพื่อจะนำไปขายต่อให้แก่บริษัท

บี แอนด์ เอส ฟายน์โฮม จำกัด ทั้งยังยอมรับว่า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 จากนายเย้ยแล้ว โจทก์ยังไม่จดทะเบียนรับโอนมาเป็นของโจทก์ ทั้งนี้เพราะต้องการให้บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนรับโอนจากนายเย้ยโดยตรงทีเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมการโอน 2 ครั้ง จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมิใช่เพื่อจะนำมาทำประโยชน์ในที่ดิน แต่ซื้อมาเพื่อจะนำไปขายต่อ อันเป็นการหากำไรหรือผลประโยชน์ในระยะเวลาสั้นๆ ฉะนั้นที่โจทก์นำสืบอ้างว่า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาแล้ว ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกพืชผลต่างๆ นั้น จึงรับฟังเป็นจริงไม่ถนัด แต่ในขณะเดียวกัน จำเลยทั้งหกกลับนำสืบให้เห็นว่า

จำเลยทั้งหกเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 ตั้งแต่ปี 2528 ที่รับโอนมาจากนายสำราญถึงปัจจุบัน โดยนอกจากมีจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 เบิกความยืนยันแล้ว จำเลยทั้งหกยังมีนายวิชัย นายมณี นายมานพ และนางสายัณห์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุน นายวิชัยเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยที่ 1 นำรถไถของพยานไปไถไร่เพื่อปลูกมันสำปะหลังให้จำเลยที่ 1 โดยยืนยันว่าที่ดินที่นำรถไปไถนั้นคือที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 นายมณีเบิกความว่า พยานเป็นผู้รับจ้างขนมันสำปะหลังจากไร่ของจำเลยที่ 1 ไปส่งโรงงาน ส่วนนายมานพและนางสายัณห์เบิกความว่า พยานทั้งสองเช่าที่ดินของบุคคลภายนอกปลูกมันสำปะหลังติดที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 2420 และเห็นจำเลยทั้งหกปลูกมันสำปะหลังอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว

พยานทั้งสี่คนของจำเลยทั้งหกเป็นบุคคลภายนอก แม้นายมณีจะมีศักดิ์เป็นญาติกับจำเลยทั้งหก แต่ก็ไม่มีส่วนได้เสียกับจำเลยทั้งหก น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ทำให้ข้อนำสืบของจำเลยทั้งหกมีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหกครอบครองทำประโยชน์บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่จำเลยทั้งหกนำสืบ จำเลยทั้งหกจึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาทดีกว่าโจทก์ อีกทั้งไม่ได้ความว่าโจทก์เข้าทำประโยชน์บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเนื้อที่ดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีความเสียหาย ส่วนความเสียหายในอนาคต เมื่อได้ความว่าปัจจุบันจำเลยทั้งหกเข้าครองครองและทำประโยชน์บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเนื้อที่ที่จำเลยทั้งหกนำสืบ จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งหกยึดถือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้เพื่อตน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้อีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม แย้มสอาด · อร่าม เสนามนตรี · พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568

แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้