Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 528/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาจะเคยห้ามปรามจำเลยที่ 1ผู้เป็นบุตรผู้เยาว์ไม่ให้เอารถยนต์ไปใช้ และเก็บลูกกุญแจรถไว้เองโดยเก็บไว้ในที่สูงก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 รู้ที่เก็บและเคยเอารถออกไปขับ ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถหาได้ใช้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 นำสืบพิสูจน์หักล้างความรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปชนรถโจทก์ที่ 1 เพราะจะรีบไปซื้อเนื้อตามที่จำเลยที่ 3 ใช้ให้ไปซื้อและการไปซื้อเนื้อเพื่อทำเนื้อสะเต๊ะขายเป็นกิจการค้าของจำเลยที่ 3 ก็ตามการที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดในการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 เพราะมิใช่กิจการที่ทำแทนตัวการต่อบุคคลที่สาม จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดแก่โจทก์ที่ 1 58,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ใช้เงิน 28,017 บาท กับดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 2

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำนวนค่าเสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบิดาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นพี่ภรรยาจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปียังเป็นผู้เยาว์ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เพื่อไปซื้อเนื้อ เมื่อขับมาถึงสี่แยกกองพล 1 ซึ่งมีเครื่องสัญญาณไฟฟ้าควบคุมการเดินรถติดตั้งไว้ได้ชนกับรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ในบริเวณสี่แยกนั้น โดยจำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วฝ่าสัญญาณไฟสีแดงให้รถหยุดรอออกไป ส่วนทิศทางที่รถโจทก์ที่ 1แล่นมามีไฟสัญญาณสีเขียวให้ผ่านไปได้ รถโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งโดยสารมาในรถโจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในการที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์ที่ 1 นี้

ได้ถูกพนักงานอัยการศาลแขวงพระนครเหนือฟ้องต่อศาล และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดแล้ว รายละเอียดปรากฏตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2449/2518 ของศาลแขวงพระนครเหนือศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหายไม่เกิน 50,000บาท คดีของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ที่ 2ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ในกรณีที่ผู้เยาว์ทำละเมิด

บิดามารดาย่อมต้องรับผิดร่วมกับผู้เยาว์ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น ดังบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429คดีนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมบ้านเรือนเดียวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 แยกไปอยู่ที่อื่นก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปีแล้ว ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งมีความเกี่ยวพันเป็นญาติกัน โดยจำเลยที่ 3เป็นพี่ภรรยาจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เคยห้ามปรามไม่ให้จำเลยที่ 1 เอารถไปใช้และเก็บลูกกุญแจรถไว้เองโดยเก็บไว้ในที่สูงนั้น

ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ก็รู้เห็นว่าลูกกุญแจนี้เก็บไว้ที่ตรงไหนและเคยเอารถออกไปขับ ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุตรขับรถ หาได้ใช้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลไม่ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 นำสืบพิสูจน์หักล้างความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ จำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1สำหรับปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 3 นั้น แม้จะฟังตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และนายเฉลียว นิ่มเนียม หรือนิ่มน้อยพยานโจทก์ว่าการที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปชนรถโจทก์ที่ 1 นี้ เพราะรีบจะไปซื้อเนื้อตามที่จำเลยที่ 3 ใช้ให้ไปซื้อ และการไปซื้อเนื้อเพื่อทำเนื้อสะเต๊ะขายเป็นกิจการค้าของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดในการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 เพราะมิใช่กิจการที่ทำแทนตัวการต่อบุคคลที่สาม จำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำละเมิดในการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสพิทย์ คังคะเกตุ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · จินดา บุญศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้