Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5261/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 264 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตโจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำพยานเข้าเบิกความต่อศาลเพื่อสมจริงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อขายการที่จะถือเอาจำนวนของกลางที่ยึดไว้ว่ามีเป็นจำนวนมากแล้วสันนิษฐานว่าจำเลยมีของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายนั้นน่าจะไม่ถูกต้องนัก เพราะพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ไม่มีบทบัญญัติให้สันนิษฐานไว้เช่นนั้น ทั้งจำเลยเองก็ปฏิเสธจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความเช่นนั้น แต่ข้อนำสืบนั้นต้องมิใช่ส่วนหนึ่งของคำรับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนเมื่อโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยจำหน่าย จ่าย แจกหรือมีไว้ซึ่งของกลางเพื่อขาย เช่น วิธีการล่อซื้อมาเบิกความต่อศาล จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 227 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 106

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 116 ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ, 89จำคุก 10 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็นที่รับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีน จำนวน 264 เม็ด จากจำเลยเป็นของกลาง ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.1คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทยงยุทธ ปรางทองและพลตำรวจหญิงจันทนา สุมา หรือสิบตำรวจตรีจันทนา สุมา(ยศขณะเบิกความ) ซึ่งเป็นผู้ร่วมตรวจค้นและจับจำเลยเป็นพยานต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันโดยเบิกความว่าได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบขายเมทแอมเฟตามีนที่ห้องแถวไม่เลขที่ ซอยสุขาภิบาล 1หมู่ที่ 17 ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์พยานกับพวกจึงร่วมกันไปที่ห้องแถวดังกล่าวเมื่อไปถึงพบจำเลยได้แสดงหมายค้นจำเลยยินยอมให้ตรวจค้น

จากการตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 264 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อยกทรงของจำเลยทั้งสองข้าง โดยพบที่ด้านซ้ายจำนวน 84 เม็ด ด้านขวา 180 เม็ดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใส บางเม็ดห่อด้วยกระดาษตะกั่วซึ่งใช้สำหรับห่อบุหรี่ เมื่อนำเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดตรวจดูพบว่า บางเม็ดสีเขียว สีเหลือง สีน้ำตาลอ่อนสีน้ำตาลแก่ บางเม็ดมีเครื่องหมายอักษรเต็มนูน สอบถามจำเลยแล้วรับว่าเป็นของจำเลย พยานทั้งสองปากดังกล่าวไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ทั้งยังเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ อีกทั้งในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยยอมรับว่าจำเลยมีของกลางไว้ในครอบครองคงอ้างแต่เพียงว่าเป็นของบุคคลอื่นแต่จำเลยก็มิได้นำสืบให้ฟังได้เช่นนั้น

ดังนี้ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ว่า จำเลยมีของกลางไว้ในครอบครองส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยมีของกลางไว้จำนวนมากเป็นการส่อแสดงว่ามีไว้เพื่อขาย โจทก์ไม่จำเป็นต้องนำผู้แจ้งความมาสืบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 264 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำพยานเข้าเบิกความต่อศาลเพื่อให้เห็นสมจริงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อขาย การที่จะถือเอาจำนวนของกลางที่ยึดได้ว่าเป็นจำนวนมาก แล้วสันนิษฐานว่าจำเลยมีของกลางไว้ในครอบครองเพื่อขายนั้น น่าจะไม่ถูกต้องนัก เพราะพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

พ.ศ. 2518 ไม่มีบทบัญญัติให้สันนิษฐานไว้เช่นนั้น และที่โจทก์อ้างว่าจำเลยยอมรับว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากบุคคลภายนอกไว้เพื่อขายต่อก็น่าฟังลงโทษได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายนั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยปฏิเสธเสียแล้วก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความเช่นนั้น แต่ข้อนำสืบนั้นต้องมิใช่ส่วนหนึ่งของคำรับที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนดังที่โจทก์ฎีกา ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นว่าจำเลยจำหน่าย จ่าย แจก หรือมีไว้ซึ่งของกลางเพื่อขาย เช่น วิธีการล่อซื้อ เป็นต้น มาเบิกความต่อศาลให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า หากฟังว่าจำเลยกระทำผิดจริงก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่า โทษตามมาตรา 106 วรรคหนึ่ง บัญญัติอัตราโทษขั้นสูงไว้ 5 ปี จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนเพียง 264 เม็ด น้ำหนัก 236.11 กรัม เท่านั้นจึงไม่น่าวางโทษจำเลยขั้นสูงสุด ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2ลงโทษมานั้นเห็นว่าหนักเกินไป ศาลฎีกามีอำนาจที่จะกำหนดโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแห่งความผิดได้ แต่ยังไม่สมควรรอการลงโทษฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย หมวดเมือง · มงคล สระฏัน · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2540

เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนถึง170เม็ดถูกบรรจุไว้ในถุงพลาสติกผูกมัดติดกับสายไฟใต้คัสซีแสดงว่าผู้กระทำการดังกล่าวต้องมีเวลาและโอกาสอยู่กับรถยนต์คันเกิดเหตุมากหากผู้กระทำประสงค์จะกลั่นแกล้งจำเลยแล้วก็ไม่มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046/2540

สายลับคนแรกซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว2เม็ดแต่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้จับจำเลยทั้งๆที่มีพยานหลักฐานมากพอที่จะจับกุมได้แล้วการที่เจ้าพนักงานตำรวจรอจนสายลับคนที่3เข้าไปล่อซื้อจึงจับจำเลยโดยอ้างว่าเพื่อให้ได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2108/2562

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 106 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7815/2561

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 106 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8945/2561

ความผิดฐานมีคีตามีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ยังคงบัญญัติให้เป็นความผิดตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง มีโทษตามมาตรา 140 วรรค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้